วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

from inferiority complex to outstanding

Inferiority complex to become an outstanding guy.
จากปมด้อย สู่ ปมเด่น 

ผมเชื่อในพรสวรรค์ประมาณ 60 พรแสวงประมาณ 40
คนที่มีพรสวรรค์มากๆ จนเต็ม 60 และได้รับการฝึกฝนอย่างดีเยี่ยมจากพรแสวง เขาย่อมไปได้ใกล้กับ 100

กับอีกคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์ไม่มากนัก ให้สัก 30 แต่เขามีพรแสวงเต็มที่ 40 เขาก็ไปได้ไกลได้ถึง 70 แต่ก็ยังไม่เท่ากับคนที่มีพรสวรรค์ที่จะทำได้อย่างเต็มที่

แต่จะหาคนที่มีพรสวรรค์อย่างนั้นได้จริงๆเนี่ย หายากอยู่นะ

ในโลกฟุตบอลมี ลีโอเนล อังเดรส เมสซี่  (ลีโอเนลเมสซี่ ในวัยเด็กป่วยเป็นโรค growth hormone deficiency หรือ GHD เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต



แต่การรักษาทำให้เขามีส่วนสูง 169 เซนติเมตร หากใครไม่รู้จักเมสซี่ ผมจะเล่าให้ฟังย่อๆว่า คือ โคตรสุดยอดแห่งนักฟุตบอลตลอดกาลเลยก็ว่าได้ คือหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์ของแท้ และพร้อมด้วยพรแสวง เขาจึงไปได้โคตรไกล






คนไทยใช้คำว่า พร "สวรรค์" ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Gift from god. หรือสิ่งที่ได้รับมาจากพระเจ้า

ผมมองว่าพรสวรรค์ แท้จริงแล้วคือ Physical advantage คือ การได้เปรียบทางกายภาพนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางสมอง หรือร่างกาย

คนที่มีพรสวรรค์จึงสามารถเรียนรู้ หรือทำอะไรได้ในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะบกพร่องในเรื่องบางเรื่องก็ตาม

หรือน้องเฟียน (ฉายา ฟีโธเฟียน) ที่มีความบกพร่องทางการอ่าน หรือโรค Dyslexia 

ภาพที่เห็นจากหนังสือก็จะประมาณนี้ 


ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้มองเห็นอะไรเป็นภาพเบลอนะครับ เขามองเห็นปกติ เพียงแต่ เขามีความบกพร่องในการตีความอักขระจากสายตาไปสู่สมอง ทำให้คนเหล่านี้จะอ่านหรือเขียนหนังสือได้ ต้องใช้เวลานานกว่าคนปกติ มาก......ก.ไก่หลายตัว เป็นพิเศษ





ตัวอย่างการเล่นเปียโนของ น้องบีโทเฟียน หรือน้องเฟียนครับ ลองไปฟังดูกันเลยจะรู้ว่า ผู้ใหญ่อย่างเราทั่วๆไป ที่ไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ ไม่มีทางที่จะเล่นให้เก่งได้ในระยะเวลาอันสั้นแน่นอน

แน่นอนว่า ศักยภาพคนเราย่อมแตกต่างกัน ลีโอเนล เมสซี่ ตัวเล็ก แต่ก็มีความสามารถทางด้านฟุตบอล และความคล่องตัวของเขา น้องเฟียนเองก็มีพรสวรรค์เช่นกัน

ทีนี้หลายคนอาจจะมองกลับไปคิดตนเองว่า เรามีพรสวรรค์ด้านใดกันนะ อะไรกันเล่าที่เราจะโดดเด่น นึกไปนึกมา อาจจะร้องว่า อุ๊ต๊ะ ไม่มีเลยนี่หว่า

แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ครับ
ทัศนคติหรืออารมณ์เป็นตัวหลักในการกำหนดชีวิตเราเป็นส่วนใหญ่เลยครับ

เราอยากเป็นคนแบบไหน อยากทำแบบไหน อยากมีชีวิตแบบไหน ตัวเราเป็นปัจจัยหลักที่มีส่วนในการผลักดันความสำเร็จนั้นไปสู่ขั้นสูงได้เลย

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จากถุงกล้วยแขกที่ซื้อมาจากปากซอย มีข้อความเกี่ยวกับสมการ "ความสำเร็จ" ความว่า...

ความสามารถ(พรสวรรค์) x ความพยายาม(พรแสวง) x ทัศนคติ = ความสำเร็จ

เราลองมาถอดสมการทีละตัวกันครับ ให้คนนี้เป็นคนทั่วๆไป
เราให้ความสามารถของคนเต็ม 100 ให้ 60
ความพยายามเต็ม 100 ให้ 40
ทัศนคติ 100 (เชื่อว่าจะต้องทำให้สำเร็จ)
ความสำเร็จคุณก็ได้ = 60x40x100 = 240,000 หน่วย (นี่มันเทพชัดๆ)

ทีนี้ลองมาแทนสมการถึงคนที่โคตรมีพรสวรรค์แล้วกันนะครับ
ให้ความสามารถเต็ม 100 ให้ 100
ความพยายามเต็ม 100 ให้ 100
ทัศนคติ 100 ได้ -100 (ไม่เชื่อเลยว่าจะทำได้สำเร็จ)

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีความพยายามเท่าไหร่ มีความสามารถแค่ไหน เมื่อเอามาคูณกับตัวเลขที่เป็น ลบ
คำตอบคุณย่อมได้ ลบ เสมอ คือ ความสำเร็จติดลบ

ทำไมถึงต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ ความสามารถมีไม่ถึง 100
ความพยายาม ก็มีไม่ถึง 100 เช่นเดียวกัน
แต่ผมมีทัศนคติต่างจากคนทั่วไปคือ

ผมเป็นคนถูกดูถูกเหยียดหยาม (bullying) มาตั้งแต่เด็กๆครับ 

นิ้วมือผมสั้นเนื่องจากเป็นโรค Brachydactyly เป็นโรคที่พบหายากพอสมควรและไม่ส่งต่อทางกรรมพันธุ์ไปได้ง่ายๆ 

ตอนเด็กๆก็จะโดนล้อว่า ไอ้นิ้วสั้น ไอ้นิ้วด้วน แม้กระทั่งครู ก็เอาผมไปล้อหน้าชั้นเรียนนะครับ

ด้วยทัศนคติของผมที่อยากเอาชนะปมด้อย จึงหัดเล่นกีต้าร์ และหัดพิมพ์ดีด จนได้รางวัลมาทั้งสองอย่าง

ดอนเด็กๆเล็กๆ เคยโดนเด็กอู่ดูถูกว่า อ่านยี่ห้อรถยนต์ภาษาอังกฤษไม่ออก (แต่จริงๆเป็นรถอิตาลีนะเฮ๊ย) รถยี่ห้อนั้นก็คือ FIAT หรือย่อมาจาก FABBRICA ITALANA AUTOMOBILI TORINO ซึ่งผมอ่านไม่ออกครับ เด็กวัยประมาณ ป.3 ป.4

ด้วยทัศนคตินี้จึงทำให้ผมพยายามเรียนภาษาอังกฤษ จนได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ

อีกเรื่องหนึ่งที่นำมาผมมาสู่อาชีพ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ก็คือ ตอนเด็กๆเคยไปเล่นร้านเกมส์กับเพื่อน ซึ่งก็คือเครื่องเล่นเกมส์ Play station หน้าตาเป็นแบบนี้เลยครับ 

เพื่อนมันใช้ให้ผมไปเปลี่ยนแผ่นเกมส์ สมัยนั้นผมหาปุ่มเปิดแผ่นซีดีออกไม่เจอ  ก็ทำอะไรไม่ถูก หาแกะข้างๆเครื่องบ้าน กดปุ่มนั้น นี้บ้าง จริงๆเราก็น่าจะหาเจอแหละ แต่เวลาที่ว่ามาผ่านไปไม่ถึง 3 วินาที เพื่อนก็ล้อเราแล้วว่า โธ่ไอ้ควาย บ้านนอกจริงมึง แค่นี้ก็เปิดแผ่นไม่เป็น

คำพูดนั้นก็สะท้อนดังก้องในจิตใจผมครับ แต่ด้วยตอนที่เด็กๆเราชอบเกมส์ + สงสัยอยู่ว่า วงจรตลับเกมส์ หรือแผ่นเกมส์ มันทำงานยังไง โตขึ้นมาก็อยากเล่นเกมส์

แต่พอมีเสียงก้องแบบนี้ในหัวปุ๊บ ทำให้นึกได้ว่า โตมา กู..จะ..เรียน..คอม...

เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกคับแค้นใจมันก็หายไปนะครับ ผมไม่ได้กลับไปต่อยเพื่อน ต่อยครู ต่อยเด็กอู่ หรืออย่างไรนะครับ ผมรู้สึกกลับคิดถึงพวกเขา และความสัมพันธ์ดีๆดังกล่าวก็ยังคงอยู่ แต่ด้วยความที่แรงผลักดัน มันคงมีแรงเฉื่อยอยู่ คือ ความโกรธหายไป ความฟิตยังมีอยู่ เลยทำให้ผมเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้เรื่อยมา

ที่พิมพ์มายืดยาวไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งหรือดีอะไรนะ แค่เปลี่ยนทัศนคติ ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปได้ไกลตั้งมากมายแล้ว


ตอนนี้ถ้าอกหัก หรือผิดหวัง หรือมีใครมาดูถูกผม ไอ้จน ไอ้โง่ ขอร้องเหอะ อย่าดูถูกผมเลย
ผมไม่อยากเป็นเศรษฐี หรือไม่อยากเป็นศาสตราจารย์แล้ว แค่นี้ชีวิตก็สุขสบายเพียงพอแล้ว ชื่นชมกันบ้าง 
(ล้อเล่นน่ะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก..)















วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Epic 7,500-mile cuckoo migration wows scientists


Epic 7,500-mile cuckoo migration wows scientists

มหากาพย์แห่งนกกาเหว่า ผู้ซึ่งเดินทางอพยพไกลกว่า 7500 ไมล์ 


One of the longest migrations recorded by any land bird is about to be completed.
หนึ่งในการอพยพของนกบกที่ไกลที่สุดได้ถูกบันทึกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว!!
Using a satellite tag, scientists have monitored a cuckoo that has just flown more than 7,500 miles (12,000km) from southern Africa to its breeding ground in Mongolia.
นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้แท็กดาวเทียม เพื่อสอดส่องการบินของนกกาเหว่า ซึ่งบินเป็นระยะทางไกลกว่า 7,500 ไมล์ (12,000 กิโลเมตร) จากแอฟริกาใต้เพื่อไปผสมพันธุ์ในประเทศมองโกเลีย
The bird has survived ocean crossings and high winds after traversing 16 countries.
นกตัวนี้ได้รอดชีวิตจากการบินข้ามมหาสมุทรและลมแรง จากการบินผ่านข้าม 16 ประเทศ
It has been, say scientists, "a mammoth journey". The satellite-tagged common cuckoo (Cuculus canorus), named Onon after a Mongolian river, set off from its winter home in Zambia on 20 March.
นักวิทยาศาสต์กล่าวว่า นี่อย่างกับสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่อง การเดินทางของช้างแมมมอธเลย ดาวเทียมได้ติดตามนกกาเหว่า (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cuculus canorus) นกตัวนี้ถูกตั้งชื่อว่า Onon ได้บินออกจากบ้านที่ประเทศแซมเบียในช่วงฤดูหนาว ไปสิ้นสุดการเดินทางที่แม่น้ำมองโกเลียน
Onon is one of five Cuckoos that were satellite tagged in Mongolia last summer by the Mongolia Cuckoo Project - a joint venture between local scientists and the British Trust for Ornithology (BTO) to monitor long-distance migration.
Onon คือหนึ่งในห้านกกาเหว่าที่ถูกติดตามโดยดาวเทียมในประเทศมองโกเลีย จากโครงการที่มีชื่อว่า The Mongolia Cuckoo Project ซึ่งเป็นโครงการที่ทำร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น และองค์กร British Trust for Ornithology (องค์กรที่เกี่ยวกับการศึกษาข้อมูลนก หรือเรียกย่อๆว่า (BTO) เพื่อที่จะสอดส่องการอพยพของนกในระยะทางไกลๆ


Onon has crossed thousands of kilometres of the Indian Ocean without stopping, flying at an average speed of 60km/h and traversing countries as far apart as Kenya, Saudi Arabia and Bangladesh.
Onon บินข้ามเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร จากมหาสมุทรอินเดีย โดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งบินด้วยความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเดินทางข้ามประเทศไกลออกไป เช่น เคนย่า ซาอุดิอารเบีย และบังกลาเทศ

เส้นทางการเดินทางอพยพของนกกาเหว่าที่ชื่อ Onon

Yet out of the five birds tagged, Onon is the only one to have been recorded as finishing its astonishing return journey.
แต่จากนกที่ติดตามทั้งหมดห้าตัว มี Onon เพียงตัวเดียวที่ได้ถูกบันทึกว่า เป็นการเดินทางกลับที่น่าอัศจรรย์ใจ
Another tagged cuckoo, named Bayan, which spent part of the winter next to Mt Kilimanjaro in East Africa, got as far as Yunnan in China - but then is believed to have either died from exhaustion or been killed for food.
นกกาเหว่าอีกตัวที่ถูกติดตามมีชื่อว่า Bayan ซึ่งได้ออกเดินทางช่วงฤดูหนาวจากเมือง Kilimanjaro ในแอฟริกาตะวันออก โดยบินไปได้ไกลสุดแค่เมืองยูนาน ประเทศจีน ซึ่งถูกสันนิษฐานว่า ถ้าหากไม่เสียชีวิตจากความเหนื่อยล้า ก็ถูกฆ่าตายเพื่อเป็นอาหาร
It flew 10,000km in just two weeks, prompting scientists to believe it would have arrived so hungry and tired it may not have been sufficiently vigilant to stay out of danger.
มันบินเป็นระยะทาง 10,000 กิโลเมตร โดยใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า มันอาจจะหิวและเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และไม่ได้ระมัดระวังตัวเพียงพอจากภยันตรายรอบๆตัว
The BTO's Dr Chris Hewson says the satellite tagging project has revealed much about long-distance migration.
ดอกเตอร์ Chris Hewson จาก BTO ได้บอกกับเราว่า แท็กจากดาวเทียมโปรเจ็คนี้ แสดงให้อะไรอะไรต่างๆมากมายจากการอพยพเดินทางไกล
"I think the big takeaway is that the birds are able to travel so far and often so fast that they must be able to find suitable conditions for fattening and also know exactly where to go to get favourable wind conditions to help them, for instance, to cross the Indian Ocean," he said.
"กระผมคิดว่า สิ่งสำคัยก็คือ การที่นกจะสามารถเดินทางได้ไกลและบ่อยขนาดนี้ นกจะต้องกักตุนอาหารให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อรับกับสภาพที่เอื้ออำนวย เช่น ลมที่แรง หรือการข้ามมหาสมุทร  " เขากล่าว
"So the costs of migration clearly aren't as great as we thought in the past."
"ดังนั้น ผลลัพธ์ของการอพยพในครั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะคุ้มค่าอย่างที่เราเคยคิดเมื่อในอดีต"
But the dangers for these migrating birds are ever-present, from predators, including poachers, to storms, to starvation.
"อันตรายจากการอพยพของนกก็เหมือนที่เคยได้กล่าวไปแล้ว เช่น จากสัตว์นักล่า รวมถึงมนุษย์ที่ล่าสัตว์ พายุทั้งหลาย หรือความหิวโหย"
Yet - as Dr Hewson points out - at a time when very few of us are able to fly anywhere due to the coronavirus, there is something reassuring about a bird travelling such huge distances, showing that the globe is still working.
"กระนั้น ตามที่ดอกเตอร์ Hewson ชี้ให้เห็นว่า เวลานี้มีพวกเราเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถโดยสารเครื่องบินไปที่ใดๆก็ตามระหว่างที่มีการระบาดของโคโรน่าไวรัส แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้มั่นใจได้จากการเดินทางอันแสนไกลของนกนี้ ชี้ให้เห็นว่า โลกยังคงทำงานได้อยู่"
The birds' journeys have been avidly followed by many on social media. One user tweeted in response to Onon's safe arrival in Mongolia: "Love this… the little guy is doing all the flying we can't do! Bringing us places. Thanks for sharing!"
การเดินทางของนกในครั้งนี้ มีผู้คนติดตามมากมายบนสื่อโซเชียลมีเดีย หนึ่งในผู้ใช้ทวิตเตอร์ได้ทวีตตอบกลับจากข่าวการเดินทางของ Onon ที่ถึงที่หมายในมองโกเลียได้อย่างปลอดภัยว่า "รักเจ้านี่จัง เจ้านกน้อยตัวนี้ทำทุกอย่างเพื่อที่จะบิน ในขณะที่เราทำไม่ได้ ขอให้พวกเราทำได้แบบนั้นด้วยเถิด ขอบคุณสำหรับการแชร์"
Presentational white space
BBC Security correspondent Frank Gardner is President of the British Trust for Ornithology.
More details of the cuckoos' journey can be found at www.birdingbeijing.com
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.birdingbeijing.com


แหล่งที่มาแอบอ้าง https://www.bbc.com/news/science-environment-52815286?intlink_from_url=https://www.bbc.com/news/science_and_environment&link_location=live-reporting-story

แปลโดย โนโนะ
แรงบันดาลใจโดย แพทตี้พาย

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563

การกลับบ้านที่ชั่วร้าย



คุณคิดว่า "การกลับบ้าน" ชั่วหรือเปล่าครับ?

ทำไมผมตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมา เพราะแค่การกลับบ้านเป็นเรื่องปกติมากๆ ใครๆก็ต้องกลับไปเจอลูก เจอเมีย หรือผัว หรือพ่อแม่ ป่าววะ ??

แต่เดี๋ยวก่อน

มันจะไม่ปกติก็ต่อเมื่อ เกิดโรคระบาดโรคหนึ่งขึ้นมา คือโรค COVID-19 ที่มีสาเหตุมาจาก Coronavirus Disease เมื่อคุณเดินทางมาจากต่างประเทศ ที่เกิดโรคระบาด เมื่อมาถึงสนามบินก็ต้องได้รับการตรวจหรือวัดไข้โดยแพทย์ รวมถึงการกักตัวเอง 14 วัน อย่างเคร่งครัด ไม่ออกไปพบปะผู้คน

ทีนี้เรามาลองตั้งคำถามว่า แล้วทำไมการกลับบ้านถึงมากลายเป็นสิ่งที่ ไม่ดี หรือผิดกฎหมายได้

ผู้เขียนบทความเห็นด้วยกับการกักตัวเองนะครับ การกลับบ้านจะไม่เป็นสิ่งผิดเลยหากคุณไม่ออกไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่น (โดยไม่จำเป็น) เพราะคุณอาจมีความเสี่ยงที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บ ไปติดคนอื่น และที่สำคัญโรคนี้มันทำให้เสียชีวิตด้วยน่ะสิ !! ถึงแม้จะเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก

สถิติปัจจุบันคือ


เท่าไหร่เนี่ย ??
89915 หารด้วย 1502618 =  5.9% หรือประมาณ 6 %
พูดง่ายๆก็คือ 100 คน ตาย 6 คน (นั่นเอง)

เมื่อลองดูโรคระบาดอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาลนานนม


รูปก็ค่อนข้างจะใหญ่นิดหนึ่ง แต่ว่าสถิติผู้เสียชีวิต Covid - 19 ยังไม่ติดอันดับ 1-10 เลย เมื่อเทียบกับ โรคกาฬโรค (สีม่วงๆจากในรูปนั่นแหละ) เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14  ชื่อการระบาดนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Black death (บ้างก็ว่า Great plague) ความตายสีดำ มนุษย์ประสบพบความสูญเสียไปประมาณ 200 ล้านคน การระบาดครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวยุโรปหายไปเกินครึ่ง

(คำว่า Pandemics = โรคระบาด)

ส่วนอันดับการตายจากโรคระบาดอันดับ 2 (สีส้มๆ) ก็คือ  smallpox  ภาษาไทยเรียกโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษนั่นเอง เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) ซึ่งติดจากละอองเสมหะของผู้ป่วย



ทีนี้พอพูดถึงการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ หลายคนอาจไม่คุ้นเคย ขอเอารูปชุดคุณหมอในยุคนั้นมาแปะแล้วกัน เผื่อหลายคนอาจจะคุ้นๆ กันบ้าง


ตอนแรกผู้อ่านก็สงสัยว่า ทำไมแต่งกาย น่ากลั๊ว น่ากลัวขนาดนี้ ก็เลยค้นหาบทความหนึ่ง ความว่า

Plague doctors wore a mask with a bird-like beak to protect them from being infected by deadly diseases such as the Black Death, which they believed was airborne. In fact, they thought disease was spread by miasma, a noxious form of ‘bad air.’ To battle this imaginary threat, the long beak was packed with sweet smells, such as dried flowers, herbs and spices.

เพิ่นว่า..
สาเหตุที่หน้ากากหมอรักษาโรคกาฬโรคจะต้องมี จะงอย-ปาก ก็เนื่องมาจากว่า เป็นการป้องกันจากโรคมรณะที่ชื่อว่า ความตายสีดำ (หรือกาฬโรคนั่นแหละ) ซึ่งมีความเชื่อว่าโรคนี้ติดต่อกันผ่านทางอากาศที่เป็นพิษ แต่ทว่าหน้ากากจะงอยปากแหลมๆนี้ ไม่ได้มีแค่ดูเท่ห์อย่างเดียวนะ แต่ข้างในนั้นก็ใส่เครื่องประทินกลิ่น อาทิ ดอกไม้แห้ง สมุนไพร หรือเครื่องเทศต่างๆเอาไว้ด้วย

However, though the beak mask has become an iconic symbol of the Black Death, there is no evidence it was actually worn during the 14th Century epidemic. Medical historians have in fact attributed the invention of the ‘beak doctor’ costume to a French doctor named Charles de Lorme in 1619. He designed the bird mask to be worn with a large waxen coat as a form of head-to-toe protection, modelled on a soldier’s armour.
ยังไม่จบนาจา แปลต่ออีกหน๊อย
อย่างไรก็ดี เจ้าชุดหมอที่มีจะงอยปากนี้เนี่ย ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของ "ความตายสีดำ" นี้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานหรอกนะว่า ได้มีการสวมใส่จริงๆในช่วงที่มีการกระบาดช่วงศตวรรษที่ 14 นักประวัติศาสตร์ทางการแพทย์เชื่อว่า เจ้าหน้ากากจะงอยแหลมนี้ ประดิษฐ์โดยนายแพทย์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Charles de Lorme (ชื่อนี้อ่านว่าอะไรนิ ไม่กล้าเขียนเป็นภาษาไทยเลย ชื่อฝรั่งเศสนี่อ่านยากนะ) ในปี 1619 โดยไม่ได้มีแค่หน้ากากเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้เสื้อโค้ทที่สวมใส่นั้น เคลือบไปด้วยแว็กซ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อป้องกันโรค โดยได้แบบมาจากชุดทหาร

เอ่า ทีนี้ก็ได้รู้จักกันไปสำหรับโรคระบาดร้ายแรงแบบสุดๆ ไปแล้วนะ

ทีนี้กลับมาเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมกันซะหน่อย ความจริงจะเอิ้นเอ่ยเรื่องนี้แหละ ไม่ได้มาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของโรคระบาดซักเท่าไหร่

หลังจากที่ตั้งคำถามว่า ทำไมการกลับบ้านเป็นเรื่องเลวร้าย (มันจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อมีโรคระบาด และเสี่ยงที่จะไปติดผู้อื่น) ซึ่งก็อธิบายไปตอนต้นแล้ว

ทีนี้ ผู้เขียนมีความระลึกนึกถึงว่า ความดี ความเลว มันแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัยครับ เช่น เมื่อสิบปีที่แล้ว หากมีคนสักคนหนึ่ง ป่วยเป็นไข้ นั่งรถทัวร์กลับบ้าน จากกทม.ไประยอง ไอ แค่กๆๆๆ คุณว่าจะมีใครถีบเขาลงรถไหมครับ ก็คงไม่มีหรอก จริงไหม อย่างมากก็แค่รำคาญ (แต่ลองเป็นวันนี้ ทุกวันนี้ตอนนี้ ที่โควิด-19 ระบาดสิ โดนรวบตัวแน่ ฮ่าๆๆ)

เพราะโรคระบาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว มันไม่ได้รุนแรงเท่าทุกวันนี้ (4 เมษายน 2563) ที่กำลังระบาดอยู่ เราทุกคนจึงมองว่า คนเป็นหวัด ไม่ได้ไปทำให้ใครตาย และการกลับบ้านก็ไม่ได้ไปเสี่ยงให้ใครตายเช่นกัน

ผู้เขียนนึกไปถึงว่า หลักการทางศาสนาต่างๆ ที่อาจจะดูแปลกหูแปลกตา (หรือแม้แต่ล้าสมัย) เช่น สมัยโบราณบางศาสนามีการห้ามทาน "เนื้อหมู" ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ในยุคนั้นโรคระบาดอาจมาจากเนื้อหมู และมีผู้เสียชีวิต เช่น ไวรัสสเตรปโตคอกคัส ซูอิส Streptococcus suis ที่มีอยู่ในเนื้อหมูสุกรเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบๆ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรค หูดับ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้อาการแย่ อาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้
(ไม่ต้องหมิ่น ก็ติดเชื้อในกระแสเลือดได้นะจ๊ะ ใครอยากลองดูก็ทานเนื้อหมูดิบๆบ่อยๆเอา)

การห้ามคนกิน ห้ามคนอร่อยคงห้ามอยาก แค่บอกว่า อย่าแดกเนื้อหมูนะเว้ยเฮ๊ย ตายไปตกนรกนะ บร๊ะเจ้าจะลงโทษ แค่นี้ก็ทำให้คนที่เชื่อในบร๊ะเจ้า ตัวสั่นเทาเลิกกินเนื้อหมูไปได้โดยไม่ต้องใส่เหตุผลอะไรลงไปให้เขาได้ไตร่ตรอง

ถึงแม้กาลเวลาผ่านไป เนื้อหมู จะถูกเลี้ยงด้วยระบบปศุสัตว์ที่สะอาด ทันสมัย มีเทคโนโลยีและถูกสุขลักษณะมากขึ้น ก็ไม่ทำให้ความเชื่อทางศาสนา ผ่อนคลายลงไปได้

ผู้เขียนอยากฝากคำถามให้ท่านคิดนะฮะว่า หากมีศาสดาองค์ใด มาจำแลงแปลงกายในยุคปี 2020 นี้ ศาสดาเหล่านั้นจะบัญญัติให้ สาวกในศาสนา จักต้องสวมหน้ากากอนามัย เป็นศีลบัญญัติตามหลักศาสนานี้หรือไม่ และเมื่อเวลาผ่านไป การถอดหน้ากากนั้น จะผิดศีลหรือเปล่า? อันนี้ตั้งคำถามเล่นๆดูนะ

แต่ก่อนจะจากไปมีข่าวหนึ่งมาฝาก ข่าวว่า "

ผู้ป่วยโควิด-19 ยะลา เสียชีวิตเพิ่มเป็นรายที่ 11 ของไทย มัสยิดยังฝ่าฝืนละหมาด อ่านต่อได้ที่ https://www.sanook.com/news/8067502/

"
ผู้เขียนยังเชื่ออยู่ว่าทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี แต่ต้องไม่ลืมว่า เราต้องให้ความสำคัญของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ให้มีน้ำใจต่อกัน อย่าให้ตัวเราเป็นพาหะไปทำร้ายผู้อื่นหากมีความเสี่ยง

และท้ายที่สุด สิ่งมีค่าในยุคนี้ อาจไม่ใช่ทองคำเสมอไป ความดี ความเลว ก็เช่นกัน อาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัย สิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง อาจจะไม่ดีในอีกยุคหนึ่งได้

สิ่งสำคัญคือการ "ปรับตัว"  แล้วพวกเราจะฝ่าฟันวิกฤต โควิด 19 นี้ไปด้วยกัน


ที่รักคะ คุณขอฉันแต่งงานด้วยหน้ากากอนามัยเหรอ ช่างเป็นของขวัญที่วิเศษเสียยิ่งกระไร


บทความโดย นีโอ

แหล่งที่มาแอบอ้าง https://www.historyanswers.co.uk/people-politics/was-king-arthur-just-a-myth/







วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

1 in 4 doctors 'have suffered mental health issues' as stresses of the job can lead to depression, anxiety, and drinking problems

1 in 4 doctors 'have suffered mental health issues' as stresses of the job can lead to depression, anxiety, and drinking problems.
แพทย์จำนวน 1 ใน 4 ประสบกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดต่างๆจากการทำงานที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาการดื่มสุรา
A quarter of doctors and medical students have been diagnosed with a mental health condition, it was revealed yesterday.
หนึ่งในสี่ของแพทยและนักศึกษาแพทย์ศาสตร์กำลังรักษาตัวเกี่ยวกับโรคปัญหาสุขภาพทางจิต สถิติถูกเปิดเผยเมื่อวานนี้


Stresses of the job have pushed many into depression, anxiety and problem drinking.

ความเครียดจากการทำงานจะนำไปสู่สภาวะซึมเศร้าต่างๆมากมาย ความวิตก และปัญหาจากการดื่ม
A survey of more than 4,300 medics found 27 per cent have been diagnosed with a mental health condition. Two in five are facing psychological and emotional problems, including stress, depression, anxiety and emotional distress.
จากการสำรวจพบแพทย์กว่า 4,300 คน มีจำนวน 27 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังรักษาตัวเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพจิต และ สองในห้ากำลังเผชิญกับปัญหาทางจิตและปัญหาทางการควบคุมอารมณ์ รวมถึงความเครียด สภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และอารมณ์เศร้าหมองด้วย





แปลโดย กาปูด

แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง https://www.dailymail.co.uk/news/article-6948809/1-4-doctors-suffered-mental-health-issues-stresses-job-lead-depression.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

HIV used to cure 'bubble boy' disease

HIV used to cure 'bubble boy' disease.
ไวรัสเอชไอวีถูกนำมารักษาโรคเด็กโป่ง


Gael, a patient at St Jude Children's Research Hospital who received treatment, with his mother
กาเอล ผู้ป่วยที่ศูนย์วิจัยและโรงพยาบาลเด็ก เซนต์จู๊ด ที่ได้รับการรักษา ถ่ายรูปคู่กับแม่ของเขา

US scientists say they used HIV to make a gene therapy that cured eight infants of severe combined immunodeficiency, or "bubble boy" disease.
นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกากล่าวว่า พวกเขาใช้ไวรัสเอชไอวีเป็นยีนส์บำบัดเพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิหรือโรคเด็กโป่ง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้เป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

Results of the research, developed at a Tennessee hospital, were published in the New England Journal of Medicine.
ผลของการวิจัยและการพัฒนาที่โรงพยาบาลเท็นเนสซี่ ได้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารยาที่ชื่อว่า New England Journal of Medicine

The babies, born with little to no immune protection, now have fully functional immune systems.
เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะเกิดมาโดยมีภูมิคุ้มกันที่น้อยมากหรือไม่มีเลย แต่ปัจจุบันสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันเป็นปกติได้แล้ว

Untreated babies with this disorder have to live in completely sterile conditions and tend to die as infants.
เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้แต่ไม่ได้รับการรักษา จะต้องอยู่ในห้องสภาวะปลอดเชื้อร้อยเปอร์เซ็นต์และอาจเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก

The gene therapy involved collecting the babies' bone marrow and correcting the genetic defect in their DNA soon after their birth.
การบำบัดด้วยยีน เกี่ยวข้องกับการเก็บไขกระดูกของทารก และแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมใน DNA ของพวกเขาต้องทำทันทีหลังคลอด


David Vetter, who came to be known in the 1970s as the bubble boy
เดวิด เฟว็ดเทอร์ เด็กผู้ป่วยโรคนี้ที่รู้จักกันดีในประมาณปี ค.ศ. 1970 ว่า ที่เรียกว่า เด็กโป่ง


The "correct" gene - used to fix the defect - was inserted into an altered version of one of HIV, the virus that causes AIDS.
ยีนส์ปรับปรุงโรค จะถูกนำมาดัดแปลงแก้ไขให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของไวรัสเฮชไอวี ไวรัสแบบเดียวที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์


Researchers said most of the babies were discharged from the hospital within one month.
นักวิจัยกล่าวว่า เด็กทารกส่วนใหญ่จะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในหนึ่งเดือน


Dr Ewelina Mamcarz of St Jude, an author of the study, said in a statement: "These patients are toddlers now, who are responding to vaccinations and have immune systems to make all immune cells they need for protection from infections as they explore the world and live normal lives."
ดร.อีวาลิน่า มัมคาร์ซ จาก เซนต์จู๊ด ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษานี้กล่าวว่า "ผู้ป่วยเหล่านี้เป็นเด็กวัยหัดเดินที่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนและมีระบบภูมิคุ้มกันเพื่อสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ สำหรับการป้องกันการติดเชื้อในขณะที่พวกเขาออกไปเผชิญโลกและใช้ชีวิตตามปกติ"


"This is a first for patients with SCID-X1," she added, referring to the most common type of SCID.
"นี่คือผู้ป่วยคนแรกที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิชนิด X1 (SCID-X1)"  เธอเพิ่มรายละเอียดแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับชนิดของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ


The patients were treated at St Jude Children's Research Hospital in Memphis and at UCSF Benioff Children's Hospital in San Francisco.
ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเด็กเซนต์จูดในเมมฟิสและโรงพยาบาลเด็ก UCSF เบนิอฟในซานฟรานซิสโก


What is this syndrome?
โรคนี้คือโรคอะไร?

The case of David Vetter is perhaps the most famous case of severe combined immunodeficiency (SCID), a disease that made it impossible for him to engage with the world outside a plastic chamber.
กรณีของ เด็กชายเดวิด เฟว็ดเทอร์ น่าจะเป็นกรณีที่มีชื่อเสียงมากกรณีหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ (SCID) โรคนี้ทำให้เขาไม่สามารถที่จะสัมผัสยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกได้เลย ต้องอยู่แต่ในห้องพลาสติก


Nicknamed "Bubble Boy", Vetter was born in 1971 with the disease and died at the age of 12 after a failed bone marrow transplant.
ชื่อฉายาเขาคือ "เด็กโป่ง" เฟว็ตเทอร์เกิดในปี ค.ศ.1971 ด้วยโรคนี้และเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 12 ขวบ หลังจากความล้มเหลวในการถ่ายเทไขกระดูก

**เพิ่มเติมข้อมูล**
ไขกระดูกเป็นที่ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ซึ่งช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แหล่งที่มาอ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81




Within 20 seconds of his birth at the Texas Children's Hospital in Houston, he was placed in a plastic isolation chamber, where he lived until the age of six when he was given a special plastic suit designed by Nasa, the US space agency.
หลังจากคลอดได้เพียง 20 วินาที ในโรงพยาบาลเด็กเท็กซัส ในฮิวส์ตัน เขาถูกนำตัวไปใส่ไว้ในห้องพลาสติกเพียงคนเดียว เขาอยู่อาศัยในห้องพลาสติกจนถึงอายุหกขวบ หลังจากนั้นเขาถึงได้ใส่ชุดพลาสติกปกคลุมพิเศษที่ถูกออกแบบโดยองค์กรอวกาศนาซ่า 




เดวิด เฟว็ตเทอร์ ในวัยทารก


เดวิด เฟว็ตเทอร์ กับของเล่นของเขา



เดวิด เฟว็ตเทอร์ ในห้องพลาสติก


ความโศกเศร้าของ เดวิด เฟว็ตเทอร์


เดวิด เฟว็ตเทอร์กับชุดพิเศษที่ออกแบบโดยองค์กรอวกาศนาซ่า


His parents had already lost one child to the disease before he was born.
ผู้ปกครองของเขาก็เคยเสียลูกไปคนหนึ่งด้วยโรคนี้ ก่อนที่เขาจะเกิดมา





What are other treatment options?
อะไรคือทางเลือกอื่นในการรักษาบ้าง?


Currently, the best treatment for SCID-XI is a bone marrow transplant with a tissue-matched sibling donor. But according to St Jude, more than 80% of these patients lack such donors and must rely on blood stem cells from other donors.
ปัจจุบันการรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิที่ดีที่สุดคือการถ่ายเทไขกระดูก ซึ่งต้องหาเนื้อเยื่อที่ตรงกัน อาจมาจากการบริจาคของพี่น้อง แต่จากข้อมูลของโรงพบาบาล เซ็นต์ จูด พบว่ากว่า 80%ของผู้ป่วย ขาดแคลนผู้บริจาคไขกระดูก และมักพึ่งพาจากสเต็มเซลล์เลือดจากผู้บริจาคคนอื่นๆแทน


This process is less likely to cure the bubble boy disease, and is more likely to cause serious side effects as a result of treatment.
กระบวนการนี้มีโอกาสน้อยที่จะรักษาโรคเด็กโป่งและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการรักษา


Previous advancements in gene therapy provided alternatives to a bone marrow transplant, but these treatments sometimes involved chemotherapy and had implications for a range of other diseases, including blood disorders, sickle cell anaemia and thalassaemia, and metabolic syndrome.
ความก้าวหน้าในการบำบัดด้วยยีนก่อนหน้านี้เป็นทางเลือกสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่บางครั้งการรักษาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเคมีบำบัดและมีความหมายสำหรับโรคอื่น ๆ รวมถึงความผิดปกติของเลือดโรคโลหิตจางเซลล์เคียวและธาลัสซีเมีย


!!!อย่าพลาดคลิกชมวิดิโอ Rhys Harris เด็กที่ป่วยเป็นโรคเช่นเดียวกันนี้!!!







  


แปลโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง https://www.bbc.com/news/world-us-canada-47969367