วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563

การกลับบ้านที่ชั่วร้าย



คุณคิดว่า "การกลับบ้าน" ชั่วหรือเปล่าครับ?

ทำไมผมตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมา เพราะแค่การกลับบ้านเป็นเรื่องปกติมากๆ ใครๆก็ต้องกลับไปเจอลูก เจอเมีย หรือผัว หรือพ่อแม่ ป่าววะ ??

แต่เดี๋ยวก่อน

มันจะไม่ปกติก็ต่อเมื่อ เกิดโรคระบาดโรคหนึ่งขึ้นมา คือโรค COVID-19 ที่มีสาเหตุมาจาก Coronavirus Disease เมื่อคุณเดินทางมาจากต่างประเทศ ที่เกิดโรคระบาด เมื่อมาถึงสนามบินก็ต้องได้รับการตรวจหรือวัดไข้โดยแพทย์ รวมถึงการกักตัวเอง 14 วัน อย่างเคร่งครัด ไม่ออกไปพบปะผู้คน

ทีนี้เรามาลองตั้งคำถามว่า แล้วทำไมการกลับบ้านถึงมากลายเป็นสิ่งที่ ไม่ดี หรือผิดกฎหมายได้

ผู้เขียนบทความเห็นด้วยกับการกักตัวเองนะครับ การกลับบ้านจะไม่เป็นสิ่งผิดเลยหากคุณไม่ออกไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่น (โดยไม่จำเป็น) เพราะคุณอาจมีความเสี่ยงที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บ ไปติดคนอื่น และที่สำคัญโรคนี้มันทำให้เสียชีวิตด้วยน่ะสิ !! ถึงแม้จะเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก

สถิติปัจจุบันคือ


เท่าไหร่เนี่ย ??
89915 หารด้วย 1502618 =  5.9% หรือประมาณ 6 %
พูดง่ายๆก็คือ 100 คน ตาย 6 คน (นั่นเอง)

เมื่อลองดูโรคระบาดอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาลนานนม


รูปก็ค่อนข้างจะใหญ่นิดหนึ่ง แต่ว่าสถิติผู้เสียชีวิต Covid - 19 ยังไม่ติดอันดับ 1-10 เลย เมื่อเทียบกับ โรคกาฬโรค (สีม่วงๆจากในรูปนั่นแหละ) เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14  ชื่อการระบาดนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Black death (บ้างก็ว่า Great plague) ความตายสีดำ มนุษย์ประสบพบความสูญเสียไปประมาณ 200 ล้านคน การระบาดครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวยุโรปหายไปเกินครึ่ง

(คำว่า Pandemics = โรคระบาด)

ส่วนอันดับการตายจากโรคระบาดอันดับ 2 (สีส้มๆ) ก็คือ  smallpox  ภาษาไทยเรียกโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษนั่นเอง เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) ซึ่งติดจากละอองเสมหะของผู้ป่วย



ทีนี้พอพูดถึงการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ หลายคนอาจไม่คุ้นเคย ขอเอารูปชุดคุณหมอในยุคนั้นมาแปะแล้วกัน เผื่อหลายคนอาจจะคุ้นๆ กันบ้าง


ตอนแรกผู้อ่านก็สงสัยว่า ทำไมแต่งกาย น่ากลั๊ว น่ากลัวขนาดนี้ ก็เลยค้นหาบทความหนึ่ง ความว่า

Plague doctors wore a mask with a bird-like beak to protect them from being infected by deadly diseases such as the Black Death, which they believed was airborne. In fact, they thought disease was spread by miasma, a noxious form of ‘bad air.’ To battle this imaginary threat, the long beak was packed with sweet smells, such as dried flowers, herbs and spices.

เพิ่นว่า..
สาเหตุที่หน้ากากหมอรักษาโรคกาฬโรคจะต้องมี จะงอย-ปาก ก็เนื่องมาจากว่า เป็นการป้องกันจากโรคมรณะที่ชื่อว่า ความตายสีดำ (หรือกาฬโรคนั่นแหละ) ซึ่งมีความเชื่อว่าโรคนี้ติดต่อกันผ่านทางอากาศที่เป็นพิษ แต่ทว่าหน้ากากจะงอยปากแหลมๆนี้ ไม่ได้มีแค่ดูเท่ห์อย่างเดียวนะ แต่ข้างในนั้นก็ใส่เครื่องประทินกลิ่น อาทิ ดอกไม้แห้ง สมุนไพร หรือเครื่องเทศต่างๆเอาไว้ด้วย

However, though the beak mask has become an iconic symbol of the Black Death, there is no evidence it was actually worn during the 14th Century epidemic. Medical historians have in fact attributed the invention of the ‘beak doctor’ costume to a French doctor named Charles de Lorme in 1619. He designed the bird mask to be worn with a large waxen coat as a form of head-to-toe protection, modelled on a soldier’s armour.
ยังไม่จบนาจา แปลต่ออีกหน๊อย
อย่างไรก็ดี เจ้าชุดหมอที่มีจะงอยปากนี้เนี่ย ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของ "ความตายสีดำ" นี้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานหรอกนะว่า ได้มีการสวมใส่จริงๆในช่วงที่มีการกระบาดช่วงศตวรรษที่ 14 นักประวัติศาสตร์ทางการแพทย์เชื่อว่า เจ้าหน้ากากจะงอยแหลมนี้ ประดิษฐ์โดยนายแพทย์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Charles de Lorme (ชื่อนี้อ่านว่าอะไรนิ ไม่กล้าเขียนเป็นภาษาไทยเลย ชื่อฝรั่งเศสนี่อ่านยากนะ) ในปี 1619 โดยไม่ได้มีแค่หน้ากากเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้เสื้อโค้ทที่สวมใส่นั้น เคลือบไปด้วยแว็กซ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อป้องกันโรค โดยได้แบบมาจากชุดทหาร

เอ่า ทีนี้ก็ได้รู้จักกันไปสำหรับโรคระบาดร้ายแรงแบบสุดๆ ไปแล้วนะ

ทีนี้กลับมาเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมกันซะหน่อย ความจริงจะเอิ้นเอ่ยเรื่องนี้แหละ ไม่ได้มาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของโรคระบาดซักเท่าไหร่

หลังจากที่ตั้งคำถามว่า ทำไมการกลับบ้านเป็นเรื่องเลวร้าย (มันจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อมีโรคระบาด และเสี่ยงที่จะไปติดผู้อื่น) ซึ่งก็อธิบายไปตอนต้นแล้ว

ทีนี้ ผู้เขียนมีความระลึกนึกถึงว่า ความดี ความเลว มันแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัยครับ เช่น เมื่อสิบปีที่แล้ว หากมีคนสักคนหนึ่ง ป่วยเป็นไข้ นั่งรถทัวร์กลับบ้าน จากกทม.ไประยอง ไอ แค่กๆๆๆ คุณว่าจะมีใครถีบเขาลงรถไหมครับ ก็คงไม่มีหรอก จริงไหม อย่างมากก็แค่รำคาญ (แต่ลองเป็นวันนี้ ทุกวันนี้ตอนนี้ ที่โควิด-19 ระบาดสิ โดนรวบตัวแน่ ฮ่าๆๆ)

เพราะโรคระบาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว มันไม่ได้รุนแรงเท่าทุกวันนี้ (4 เมษายน 2563) ที่กำลังระบาดอยู่ เราทุกคนจึงมองว่า คนเป็นหวัด ไม่ได้ไปทำให้ใครตาย และการกลับบ้านก็ไม่ได้ไปเสี่ยงให้ใครตายเช่นกัน

ผู้เขียนนึกไปถึงว่า หลักการทางศาสนาต่างๆ ที่อาจจะดูแปลกหูแปลกตา (หรือแม้แต่ล้าสมัย) เช่น สมัยโบราณบางศาสนามีการห้ามทาน "เนื้อหมู" ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ในยุคนั้นโรคระบาดอาจมาจากเนื้อหมู และมีผู้เสียชีวิต เช่น ไวรัสสเตรปโตคอกคัส ซูอิส Streptococcus suis ที่มีอยู่ในเนื้อหมูสุกรเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบๆ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรค หูดับ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้อาการแย่ อาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้
(ไม่ต้องหมิ่น ก็ติดเชื้อในกระแสเลือดได้นะจ๊ะ ใครอยากลองดูก็ทานเนื้อหมูดิบๆบ่อยๆเอา)

การห้ามคนกิน ห้ามคนอร่อยคงห้ามอยาก แค่บอกว่า อย่าแดกเนื้อหมูนะเว้ยเฮ๊ย ตายไปตกนรกนะ บร๊ะเจ้าจะลงโทษ แค่นี้ก็ทำให้คนที่เชื่อในบร๊ะเจ้า ตัวสั่นเทาเลิกกินเนื้อหมูไปได้โดยไม่ต้องใส่เหตุผลอะไรลงไปให้เขาได้ไตร่ตรอง

ถึงแม้กาลเวลาผ่านไป เนื้อหมู จะถูกเลี้ยงด้วยระบบปศุสัตว์ที่สะอาด ทันสมัย มีเทคโนโลยีและถูกสุขลักษณะมากขึ้น ก็ไม่ทำให้ความเชื่อทางศาสนา ผ่อนคลายลงไปได้

ผู้เขียนอยากฝากคำถามให้ท่านคิดนะฮะว่า หากมีศาสดาองค์ใด มาจำแลงแปลงกายในยุคปี 2020 นี้ ศาสดาเหล่านั้นจะบัญญัติให้ สาวกในศาสนา จักต้องสวมหน้ากากอนามัย เป็นศีลบัญญัติตามหลักศาสนานี้หรือไม่ และเมื่อเวลาผ่านไป การถอดหน้ากากนั้น จะผิดศีลหรือเปล่า? อันนี้ตั้งคำถามเล่นๆดูนะ

แต่ก่อนจะจากไปมีข่าวหนึ่งมาฝาก ข่าวว่า "

ผู้ป่วยโควิด-19 ยะลา เสียชีวิตเพิ่มเป็นรายที่ 11 ของไทย มัสยิดยังฝ่าฝืนละหมาด อ่านต่อได้ที่ https://www.sanook.com/news/8067502/

"
ผู้เขียนยังเชื่ออยู่ว่าทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี แต่ต้องไม่ลืมว่า เราต้องให้ความสำคัญของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ให้มีน้ำใจต่อกัน อย่าให้ตัวเราเป็นพาหะไปทำร้ายผู้อื่นหากมีความเสี่ยง

และท้ายที่สุด สิ่งมีค่าในยุคนี้ อาจไม่ใช่ทองคำเสมอไป ความดี ความเลว ก็เช่นกัน อาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัย สิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง อาจจะไม่ดีในอีกยุคหนึ่งได้

สิ่งสำคัญคือการ "ปรับตัว"  แล้วพวกเราจะฝ่าฟันวิกฤต โควิด 19 นี้ไปด้วยกัน


ที่รักคะ คุณขอฉันแต่งงานด้วยหน้ากากอนามัยเหรอ ช่างเป็นของขวัญที่วิเศษเสียยิ่งกระไร


บทความโดย นีโอ

แหล่งที่มาแอบอ้าง https://www.historyanswers.co.uk/people-politics/was-king-arthur-just-a-myth/







วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

1 in 4 doctors 'have suffered mental health issues' as stresses of the job can lead to depression, anxiety, and drinking problems

1 in 4 doctors 'have suffered mental health issues' as stresses of the job can lead to depression, anxiety, and drinking problems.
แพทย์จำนวน 1 ใน 4 ประสบกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดต่างๆจากการทำงานที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาการดื่มสุรา
A quarter of doctors and medical students have been diagnosed with a mental health condition, it was revealed yesterday.
หนึ่งในสี่ของแพทยและนักศึกษาแพทย์ศาสตร์กำลังรักษาตัวเกี่ยวกับโรคปัญหาสุขภาพทางจิต สถิติถูกเปิดเผยเมื่อวานนี้


Stresses of the job have pushed many into depression, anxiety and problem drinking.

ความเครียดจากการทำงานจะนำไปสู่สภาวะซึมเศร้าต่างๆมากมาย ความวิตก และปัญหาจากการดื่ม
A survey of more than 4,300 medics found 27 per cent have been diagnosed with a mental health condition. Two in five are facing psychological and emotional problems, including stress, depression, anxiety and emotional distress.
จากการสำรวจพบแพทย์กว่า 4,300 คน มีจำนวน 27 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังรักษาตัวเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพจิต และ สองในห้ากำลังเผชิญกับปัญหาทางจิตและปัญหาทางการควบคุมอารมณ์ รวมถึงความเครียด สภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และอารมณ์เศร้าหมองด้วย





แปลโดย กาปูด

แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง https://www.dailymail.co.uk/news/article-6948809/1-4-doctors-suffered-mental-health-issues-stresses-job-lead-depression.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

HIV used to cure 'bubble boy' disease

HIV used to cure 'bubble boy' disease.
ไวรัสเอชไอวีถูกนำมารักษาโรคเด็กโป่ง


Gael, a patient at St Jude Children's Research Hospital who received treatment, with his mother
กาเอล ผู้ป่วยที่ศูนย์วิจัยและโรงพยาบาลเด็ก เซนต์จู๊ด ที่ได้รับการรักษา ถ่ายรูปคู่กับแม่ของเขา

US scientists say they used HIV to make a gene therapy that cured eight infants of severe combined immunodeficiency, or "bubble boy" disease.
นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกากล่าวว่า พวกเขาใช้ไวรัสเอชไอวีเป็นยีนส์บำบัดเพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิหรือโรคเด็กโป่ง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้เป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

Results of the research, developed at a Tennessee hospital, were published in the New England Journal of Medicine.
ผลของการวิจัยและการพัฒนาที่โรงพยาบาลเท็นเนสซี่ ได้ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารยาที่ชื่อว่า New England Journal of Medicine

The babies, born with little to no immune protection, now have fully functional immune systems.
เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะเกิดมาโดยมีภูมิคุ้มกันที่น้อยมากหรือไม่มีเลย แต่ปัจจุบันสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันเป็นปกติได้แล้ว

Untreated babies with this disorder have to live in completely sterile conditions and tend to die as infants.
เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้แต่ไม่ได้รับการรักษา จะต้องอยู่ในห้องสภาวะปลอดเชื้อร้อยเปอร์เซ็นต์และอาจเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก

The gene therapy involved collecting the babies' bone marrow and correcting the genetic defect in their DNA soon after their birth.
การบำบัดด้วยยีน เกี่ยวข้องกับการเก็บไขกระดูกของทารก และแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมใน DNA ของพวกเขาต้องทำทันทีหลังคลอด


David Vetter, who came to be known in the 1970s as the bubble boy
เดวิด เฟว็ดเทอร์ เด็กผู้ป่วยโรคนี้ที่รู้จักกันดีในประมาณปี ค.ศ. 1970 ว่า ที่เรียกว่า เด็กโป่ง


The "correct" gene - used to fix the defect - was inserted into an altered version of one of HIV, the virus that causes AIDS.
ยีนส์ปรับปรุงโรค จะถูกนำมาดัดแปลงแก้ไขให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของไวรัสเฮชไอวี ไวรัสแบบเดียวที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์


Researchers said most of the babies were discharged from the hospital within one month.
นักวิจัยกล่าวว่า เด็กทารกส่วนใหญ่จะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในหนึ่งเดือน


Dr Ewelina Mamcarz of St Jude, an author of the study, said in a statement: "These patients are toddlers now, who are responding to vaccinations and have immune systems to make all immune cells they need for protection from infections as they explore the world and live normal lives."
ดร.อีวาลิน่า มัมคาร์ซ จาก เซนต์จู๊ด ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษานี้กล่าวว่า "ผู้ป่วยเหล่านี้เป็นเด็กวัยหัดเดินที่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนและมีระบบภูมิคุ้มกันเพื่อสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ สำหรับการป้องกันการติดเชื้อในขณะที่พวกเขาออกไปเผชิญโลกและใช้ชีวิตตามปกติ"


"This is a first for patients with SCID-X1," she added, referring to the most common type of SCID.
"นี่คือผู้ป่วยคนแรกที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิชนิด X1 (SCID-X1)"  เธอเพิ่มรายละเอียดแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับชนิดของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ


The patients were treated at St Jude Children's Research Hospital in Memphis and at UCSF Benioff Children's Hospital in San Francisco.
ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเด็กเซนต์จูดในเมมฟิสและโรงพยาบาลเด็ก UCSF เบนิอฟในซานฟรานซิสโก


What is this syndrome?
โรคนี้คือโรคอะไร?

The case of David Vetter is perhaps the most famous case of severe combined immunodeficiency (SCID), a disease that made it impossible for him to engage with the world outside a plastic chamber.
กรณีของ เด็กชายเดวิด เฟว็ดเทอร์ น่าจะเป็นกรณีที่มีชื่อเสียงมากกรณีหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ (SCID) โรคนี้ทำให้เขาไม่สามารถที่จะสัมผัสยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกได้เลย ต้องอยู่แต่ในห้องพลาสติก


Nicknamed "Bubble Boy", Vetter was born in 1971 with the disease and died at the age of 12 after a failed bone marrow transplant.
ชื่อฉายาเขาคือ "เด็กโป่ง" เฟว็ตเทอร์เกิดในปี ค.ศ.1971 ด้วยโรคนี้และเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 12 ขวบ หลังจากความล้มเหลวในการถ่ายเทไขกระดูก

**เพิ่มเติมข้อมูล**
ไขกระดูกเป็นที่ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ซึ่งช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แหล่งที่มาอ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81




Within 20 seconds of his birth at the Texas Children's Hospital in Houston, he was placed in a plastic isolation chamber, where he lived until the age of six when he was given a special plastic suit designed by Nasa, the US space agency.
หลังจากคลอดได้เพียง 20 วินาที ในโรงพยาบาลเด็กเท็กซัส ในฮิวส์ตัน เขาถูกนำตัวไปใส่ไว้ในห้องพลาสติกเพียงคนเดียว เขาอยู่อาศัยในห้องพลาสติกจนถึงอายุหกขวบ หลังจากนั้นเขาถึงได้ใส่ชุดพลาสติกปกคลุมพิเศษที่ถูกออกแบบโดยองค์กรอวกาศนาซ่า 




เดวิด เฟว็ตเทอร์ ในวัยทารก


เดวิด เฟว็ตเทอร์ กับของเล่นของเขา



เดวิด เฟว็ตเทอร์ ในห้องพลาสติก


ความโศกเศร้าของ เดวิด เฟว็ตเทอร์


เดวิด เฟว็ตเทอร์กับชุดพิเศษที่ออกแบบโดยองค์กรอวกาศนาซ่า


His parents had already lost one child to the disease before he was born.
ผู้ปกครองของเขาก็เคยเสียลูกไปคนหนึ่งด้วยโรคนี้ ก่อนที่เขาจะเกิดมา





What are other treatment options?
อะไรคือทางเลือกอื่นในการรักษาบ้าง?


Currently, the best treatment for SCID-XI is a bone marrow transplant with a tissue-matched sibling donor. But according to St Jude, more than 80% of these patients lack such donors and must rely on blood stem cells from other donors.
ปัจจุบันการรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิที่ดีที่สุดคือการถ่ายเทไขกระดูก ซึ่งต้องหาเนื้อเยื่อที่ตรงกัน อาจมาจากการบริจาคของพี่น้อง แต่จากข้อมูลของโรงพบาบาล เซ็นต์ จูด พบว่ากว่า 80%ของผู้ป่วย ขาดแคลนผู้บริจาคไขกระดูก และมักพึ่งพาจากสเต็มเซลล์เลือดจากผู้บริจาคคนอื่นๆแทน


This process is less likely to cure the bubble boy disease, and is more likely to cause serious side effects as a result of treatment.
กระบวนการนี้มีโอกาสน้อยที่จะรักษาโรคเด็กโป่งและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการรักษา


Previous advancements in gene therapy provided alternatives to a bone marrow transplant, but these treatments sometimes involved chemotherapy and had implications for a range of other diseases, including blood disorders, sickle cell anaemia and thalassaemia, and metabolic syndrome.
ความก้าวหน้าในการบำบัดด้วยยีนก่อนหน้านี้เป็นทางเลือกสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่บางครั้งการรักษาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเคมีบำบัดและมีความหมายสำหรับโรคอื่น ๆ รวมถึงความผิดปกติของเลือดโรคโลหิตจางเซลล์เคียวและธาลัสซีเมีย


!!!อย่าพลาดคลิกชมวิดิโอ Rhys Harris เด็กที่ป่วยเป็นโรคเช่นเดียวกันนี้!!!







  


แปลโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง https://www.bbc.com/news/world-us-canada-47969367

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

Singapore airport: Tallest indoor waterfall opens

Singapore airport: Tallest indoor waterfall opens
สนามบินสิงคโปร์ : น้ำตกที่สูงที่สุดในโลกที่อยู่ในอาคารเปิดให้บริการแล้ว







Holidaymakers arriving at Singapore Changi from mid-April will be met by the sight of the world's largest indoor waterfall as the airport prepares to unveil its $1.78 billion Jewel development.
นักท่องเที่ยวในวันหยุดเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองชางงิ ประเทศสิงคโปร์ โดยช่วงกลางเดือนเมษายน ท่านจะได้พบกับน้ำตกในอาคารที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่สนามบินโดยใช้งบประมาณถึง 1.78 พันล้านดอลล่าห์

Long in the making, the vast extension built over a former car park is to open on April 17 and will feature an indoor "forest valley" with 3,000 trees, a 40-metre high "rain vortex" and more than 280 shops and restaurants.
จากการก่อสร้างที่ใช้เวลานาน มีการต่อเติมอาคารจากจุดจอดรถเดิม และเปิดให้เข้าชมวันที่ 17 เมษายน โดยภายในอาคารจะประกอบไปด้วย สวนป่า ที่มีต้นไม้ 3000 ต้น ความสูงของโดม 40 เมตร มีน้ำตกน้ำวน และมีร้านค้าร้านอาหารกว่า 280 ร้าน


Jewel at Changi, an airport regularly ranked as the best in the world, will be 10 storeys high, cover 137,000 square metres and feature a "canopy park" with walking trails and a playground. 
สนามบินอัญมณีชางงิ ได้ถูกจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในโลก โดยมีชั้นสูงทั้งหมด 10 ชั้น มีพื้นที่ครอบคลุม 137000 ตารางเมตร และภายในมี "สวนสาธารณะทรงโดม" ซึ่งสามารถเดินเล่นและมีสนามเด็กเล่น

It will be connected to terminals one, two and three, which cover both Qantas and Singapore Airlines flights to and from London.
โดยสนามบินจะมีการเชื่อมต่อกับเทอร์มินัลที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม ซึ่งครอบคลุมสายการบินควอนตัสและสิงคโปร์แอร์ไลน์ ที่มีเที่ยวบินไปกลับลอนดอน

"Jewel is set to be a unique destination, like no other," said Ivan Tan, group senior vice president of communications at Changi Airport. "It offers a mix of lush greenery, a scenic waterfall, incredible retail offerings and family play attractions that together make for an unrivalled experience. We are excited to bring a new dimension to the travel and leisure experience of our visitors."
โดมอัญมณีนี้มีเป็นสนามบินที่มีเอกลักษณ์, ไม่เหมือนที่อื่น" อีวาน ถัง กล่าว, เขาเป็นกลุ่มรองประธานการสื่อสารแห่งสนามบินชางงิ "สนามบินแห่งนี้จะชุ่มฉ่ำและเขียวชอุ่มด้วยธรรมชาติ น้ำตก มีร้านค้าขายแปลกมากมาย มีสถานที่เล่นและท่องเที่ยวสำหรับทั้งครอบครัว ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ เรามีความตื่นเต้นที่จะนำมิติใหม่เหล่านี้ มอบให้กับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวให้ได้พบกับประสบการณ์เหล่านี้"

Jewel will also be home to its own 130-room hotel by Yotel, a brand that specialises in airside cabin-type pods. Shops in the space will include the largest Nike store in south-east Asia, a Uniqlo and a Marks and Spencer
โดมอัญมณียังมีที่พักภายในทั้งหมด 130 ห้อง โดยบริษัทโรงแรมโยเท็ล แบรนด์บริษัทโรงแรมพิเศษที่จัดห้องทรงคาร์บินไว้ อีกทั้งยังมีพื้นที่ว่างสำหรับร้านขายสินค้าข้างใน เช่น ร้านไนกี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้านยูนิคโค และร้านมาร์คสแอนด์สเปนเซอร์

A second phase of development is planned for later in the year, which will include three further attractions: Sky Nets, Canopy Mazes and Discovery Slides.
การพัฒนาในระยะที่สองถูกวางแผนไว้ภายในปลายปีนี้ ซึ่งมีจะการต่อเติมสิ่งที่น่าสนใจไว้สามอย่างด้วยกันคือ ทางเดินตาข่าย โดมเขาวงกต และสไลด์ดิสคัฟเวฟอะรี่


Skynets
ทางเดินตาข่าย 

Canopy maze
โดมเขาวงกต


Discovery Slides
สไลด์ดิสคัฟเวฟอะรี่  

Is Singapore Airport the best in the world? 
สนามบินสิงคโปร์แอร์พอร์ทดีที่สุดในโลกหรือเปล่า?
According to the Skytrax World Airport Awards it is, and has been for the last six years.
อ้างอิงจากรางวัล สกายแทร็กซ์เวิร์ดแอร์พอร์ทอวอร์ด ได้จัดอันดับไว้มาเป็นเวลานานถึงหกปี

1.Singapore Changi 
อันดับ 1 สนามบินชางงี สิงคโปร์

2.Seoul Incheon 
อันดับ 2 สนามบินอินเชิน โซล

3.Tokyo Haneda 
อันดับ 3 สนามบินฮาเนดะ โตเกียว

4.Hong Kong 
อันดับ 4 สนามบินฮ่องกง

5.Doha Hamad Munich 
อันดับ 5 สนามบินโดฮา ฮาหมัด มิวนิค

6.Centrair Nagoya 
อันดับ 6 สนามบินเซ็นแทร์ นาโกะยะ

7.London Heathrow 
อันดับ 7 สนามบินฮีธซ์โรว ลอนดอน

8.Zurich 
อันดับ 8 สนามบินซูริค

9.Frankfurt
อันดับ 9 สนามบินฟรังค์ฟวร์ท




วิดิโอจาก VOA NEWS

What makes Changi so special?
สนามบินชางงีมีอะไรพิเศษ?


It has a butterfly garden, for starters. Found in Terminal 3, it features flowering plants, a six-metre waterfall and 1,000 butterflies from 40 species.
มีสวนผีเสื้อสำหรับผู้ที่เริ่มจากเทอร์มินัลในสนามบินที่ 3 และจะได้พบกับสวนดอกไม้ น้ำตกสูงหกเมตร และจะมีผีเสื้อ 1000 ตัวจาก 40 สายพันธุ์


Those using Terminal 1 will have to console themselves with a cactus garden (featuring 40 species and a cocktail bar), a rooftop swimming pool and jacuzzi (from which you can watch planes taking off), a water lily garden, and the Kinetic Rain art installation featuring 1,216 polished copper raindrops.
ที่เทอร์มินัลที่ 1 จะมีคอนโซลเป็นของสนามบินเอง โดยจะมีสวนต้นกระบองเพชร (ซึ่งมี 40 สายพันธุ์ รวมทั้งยังมีบาร์คอกเทล), ด้านบนหลังคาของคอนโซลขึ้นไปจะมีสระว่ายน้ำ และอ่างจากุชชี่ (จากจุดนี้คุณจะมองเห็นเครื่องบินบินออกจากสนามบิน) และมีสวนน้ำลิลลี่ มีศิลปะจากน้ำตกไหลติดตั้งไว้ โดยใช้เครื่องทำเม็ดฝน 1216 รูทำมาจากทองแดงเคลือบเงา 



Jacuzzi
ตัวอย่างอ่างน้ำจากุชชี่ (ภาพประกอบตัวอย่างจากอินเตอร์เน็ต)

Terminal 2 treats travellers to a collection of rare orchids, 500 bright yellow sunflowers, decorative mosaic sculptures, and the Entertainment Deck, home to Xbox 360s and a free 24-hour cinema.
ที่เทอร์มินัล 2 นักท่องเที่ยวจะได้พบกับกล้วยไม้สายพันธุ์หายาก และมีทานตะวันสีเหลืองอ่อน 500 ต้น มีรูปปั้นปฏิมากรรมโมเสค และมีดาดฟ้าสำหรับเอ็นเตอร์เทรนเม้นท์ มีห้องเล่นเกมส์ xbox 360s และโรงหนังฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

There's also a cinema in Terminal 3. And a koi pond. And a 12-metre high slide.
อีกทั้งยังมีโรงหนังที่เทอร์มินัล 3 และมีบ่อปลาคราฟ และมีสไลด์สำหรับเด็กเล่นสูง 12 เมตร
All travellers enjoy free Wi-Fi (since 2002) and free city tours (if they are waiting for a connecting flight).
นักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถเล่นฟรีไวไฟได้ (ฟรีมาตั้งแต่ค.ศ.2002) และเดินเที่ยวฟรี (ระหว่างรอต่อเครื่องไปที่อื่น)


Is it the busiest airport in the world?
สนามบินนี้เป็นสนามบินที่วุ่นวายที่สุดในโลกหรือเปล่า?


Opened in 1981, Changi has grown steadily, handling 23.8 million passengers in 1998, 30.4 million in 2004, 42 million in 2010, and 65.6 million last year.
ตั้งแต่เปิดมาในปี ค.ศ.1981 ชางงี มีผูโดยสารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยรองรับผู้โดยสาร  23.8 ล้านคนในปี ค.ศ. 1998 และ 30.4 ล้านคนในปี ค.ศ. 2004 และ 42 ล้านคนในปี ค.ศ. 2010 และ 65.6 ล้านคนในปีล่าสุดนี้ (ปีที่เขียนบทความคือ 2019)


บทความโดย Huge Morris
แปลโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ

ภาพและแหล่งที่มาอ้างอิงจาก http://www.traveller.com.au/jewel-at-changi-airport-set-to-open-singapore-the-worlds-tallest-indoor-waterfall-h1c8vl

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

'World's longest salt cave' discovered in Israel ถ้ำเกลือที่ยาวที่สุดในโลกถูกค้นพบที่อิสราเอล

'World's longest salt cave' discovered in Israel 
ถ้ำเกลือที่ยาวที่สุดในโลกถูกค้นพบที่อิสราเอล


Israeli researchers say they have discovered the world's longest salt cave.
นักวิจัยชาวอิสราเอลกล่าวว่า พวกเขาค้นพบถ้ำเกลือที่ยาวที่สุดในโลก

The 10km (6.2 miles) of passages and chambers inside Malham Cave, overlooking the Dead Sea, were mapped out over two years.
ความยาวของอุโมงค์ถ้ำยาวถึง 10 กิโลเมตร (6.2 ไมล์) ภายในถ้ำมัลฮัม, โดยมองจากทะเล Dead Sea ซึ่งถูกสำรวจเสร็จแล้วมากว่าสองปี

The desert site was near where, according to the Bible, Lot's wife was turned into a pillar of salt.
ตามคำกล่าวอ้างจากไบเบิ้ลบอกไว้ว่า มีทะเลทรายอยู่ที่หนึ่ง ที่ภรรยาของโลทได้สร้างเสาเกลือไว้ที่ทะเลทรายแห่งนั้น

Rain is expected to lengthen Malham further over time, the researchers said.
นักวิจัยกล่าวว่า ฝนอาจจะทำให้ช่องโพรงภายในถ้ำมัลฮัมขยายยาวมากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

This happens when rainwater flows down cracks in the surface, dissolving salt and creating semi-horizontal channels along the way that flow down towards the Dead Sea.
มันเกิดขึ้นจากการที่ฝนตกลงมาแล้วไหลเซาะผ่านร่องที่แตกหักบนพื้นผิวด้านบน ซึ่งละลายเกลือจากทะเล Dead sea ไหลผ่านช่องกึ่งแนวนอนในถ้ำ







Part of the Malham cave, which runs through Mount Sodom, had already been mapped during the 1980s.
บางส่วนของถ้ำมัลฮัม ที่มีช่องผ่านไปยังภูเขาโซดอมได้ถูกสำรวจทำแผนที่ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปีประมาณ 1980s

Two years ago Yoav Negev from the Israel Cave Explorers Club decided to complete the survey and set up a team of researchers and caving experts.
สองปีที่แล้ว โยอาฟ เนเกฟ ซึ่งเป็นนักสำรวจถ้ำจากชมรมสำรวจถ้ำในอิสราเอล ได้สำรวจเส้นทางภายในถ้ำได้ครบถ้วนพร้อมกับทีมผู้เชี่ยวชาญนักวิจัยเกี่ยวกับถ้ำ

During one dinner break in the cave, Boaz Langford from the Hebrew University in Jerusalem said the explorers felt their pasta lacked seasoning.
ระหว่างพักทานอาหารเย็นในถ้ำ โบอัส แลงฟอร์ด จากมหาวิทยาลัยฮีบรูในเมืองเยรูซาเล็ม ได้บอกกับนักสำรวจว่า พาสตาที่เขาทานจืดชืดเหมือนกับขาดเครื่องปรุง

"So we just broke some salt off one of the rocks and used that," he said.
"ดังนั้น เราก็เลยทุบเกลือออกมาจากหินในถ้ำมา แล้วก็เอามาปรุงนั่นแหละ" เขาบอก




Malham has taken a 13-year record held since 2006 by the Cave of the Three Nudes, a 6.85km (four miles) salt cave in Iran's Qeshm Island, the researchers added.
ถ้ำมัลฮัมถูกบันทึกเป็นสถิติมา 13 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2006 (วันที่เขียนบทความคือปี 2019) โดย The Cave of Three nudes หลังการค้นพบถ้ำยาว 6.85 กิโลเมตร (4ไมล์) ถ้ำเกลือในอิหร่านที่ชื่อ เกชฮ่ม 


แปลโดยกาปูด 
แรงบันดาลใจโดยกาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง https://www.bbc.com/news/world-middle-east-47731943