คุณคิดว่า "การกลับบ้าน" ชั่วหรือเปล่าครับ?
ทำไมผมตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมา เพราะแค่การกลับบ้านเป็นเรื่องปกติมากๆ ใครๆก็ต้องกลับไปเจอลูก เจอเมีย หรือผัว หรือพ่อแม่ ป่าววะ ??
แต่เดี๋ยวก่อน
มันจะไม่ปกติก็ต่อเมื่อ เกิดโรคระบาดโรคหนึ่งขึ้นมา คือโรค COVID-19 ที่มีสาเหตุมาจาก Coronavirus Disease เมื่อคุณเดินทางมาจากต่างประเทศ ที่เกิดโรคระบาด เมื่อมาถึงสนามบินก็ต้องได้รับการตรวจหรือวัดไข้โดยแพทย์ รวมถึงการกักตัวเอง 14 วัน อย่างเคร่งครัด ไม่ออกไปพบปะผู้คน
ทีนี้เรามาลองตั้งคำถามว่า แล้วทำไมการกลับบ้านถึงมากลายเป็นสิ่งที่ ไม่ดี หรือผิดกฎหมายได้
ผู้เขียนบทความเห็นด้วยกับการกักตัวเองนะครับ การกลับบ้านจะไม่เป็นสิ่งผิดเลยหากคุณไม่ออกไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่น (โดยไม่จำเป็น) เพราะคุณอาจมีความเสี่ยงที่จะนำโรคภัยไข้เจ็บ ไปติดคนอื่น และที่สำคัญโรคนี้มันทำให้เสียชีวิตด้วยน่ะสิ !! ถึงแม้จะเป็นอัตราส่วนที่ไม่มาก
สถิติปัจจุบันคือ
เท่าไหร่เนี่ย ??
89915 หารด้วย 1502618 = 5.9% หรือประมาณ 6 %
พูดง่ายๆก็คือ 100 คน ตาย 6 คน (นั่นเอง)
เมื่อลองดูโรคระบาดอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาลนานนม
รูปก็ค่อนข้างจะใหญ่นิดหนึ่ง แต่ว่าสถิติผู้เสียชีวิต Covid - 19 ยังไม่ติดอันดับ 1-10 เลย เมื่อเทียบกับ โรคกาฬโรค (สีม่วงๆจากในรูปนั่นแหละ) เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 ชื่อการระบาดนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Black death (บ้างก็ว่า Great plague) ความตายสีดำ มนุษย์ประสบพบความสูญเสียไปประมาณ 200 ล้านคน การระบาดครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวยุโรปหายไปเกินครึ่ง
(คำว่า Pandemics = โรคระบาด)
ส่วนอันดับการตายจากโรคระบาดอันดับ 2 (สีส้มๆ) ก็คือ smallpox ภาษาไทยเรียกโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษนั่นเอง เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) ซึ่งติดจากละอองเสมหะของผู้ป่วย
ทีนี้พอพูดถึงการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ หลายคนอาจไม่คุ้นเคย ขอเอารูปชุดคุณหมอในยุคนั้นมาแปะแล้วกัน เผื่อหลายคนอาจจะคุ้นๆ กันบ้าง
ตอนแรกผู้อ่านก็สงสัยว่า ทำไมแต่งกาย น่ากลั๊ว น่ากลัวขนาดนี้ ก็เลยค้นหาบทความหนึ่ง ความว่า
Plague doctors wore a mask with a bird-like beak to protect them from being infected by deadly diseases such as the Black Death, which they believed was airborne. In fact, they thought disease was spread by miasma, a noxious form of ‘bad air.’ To battle this imaginary threat, the long beak was packed with sweet smells, such as dried flowers, herbs and spices.
เพิ่นว่า..
สาเหตุที่หน้ากากหมอรักษาโรคกาฬโรคจะต้องมี จะงอย-ปาก ก็เนื่องมาจากว่า เป็นการป้องกันจากโรคมรณะที่ชื่อว่า ความตายสีดำ (หรือกาฬโรคนั่นแหละ) ซึ่งมีความเชื่อว่าโรคนี้ติดต่อกันผ่านทางอากาศที่เป็นพิษ แต่ทว่าหน้ากากจะงอยปากแหลมๆนี้ ไม่ได้มีแค่ดูเท่ห์อย่างเดียวนะ แต่ข้างในนั้นก็ใส่เครื่องประทินกลิ่น อาทิ ดอกไม้แห้ง สมุนไพร หรือเครื่องเทศต่างๆเอาไว้ด้วย
สาเหตุที่หน้ากากหมอรักษาโรคกาฬโรคจะต้องมี จะงอย-ปาก ก็เนื่องมาจากว่า เป็นการป้องกันจากโรคมรณะที่ชื่อว่า ความตายสีดำ (หรือกาฬโรคนั่นแหละ) ซึ่งมีความเชื่อว่าโรคนี้ติดต่อกันผ่านทางอากาศที่เป็นพิษ แต่ทว่าหน้ากากจะงอยปากแหลมๆนี้ ไม่ได้มีแค่ดูเท่ห์อย่างเดียวนะ แต่ข้างในนั้นก็ใส่เครื่องประทินกลิ่น อาทิ ดอกไม้แห้ง สมุนไพร หรือเครื่องเทศต่างๆเอาไว้ด้วย
However, though the beak mask has become an iconic symbol of the Black Death, there is no evidence it was actually worn during the 14th Century epidemic. Medical historians have in fact attributed the invention of the ‘beak doctor’ costume to a French doctor named Charles de Lorme in 1619. He designed the bird mask to be worn with a large waxen coat as a form of head-to-toe protection, modelled on a soldier’s armour.
ยังไม่จบนาจา แปลต่ออีกหน๊อย
อย่างไรก็ดี เจ้าชุดหมอที่มีจะงอยปากนี้เนี่ย ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของ "ความตายสีดำ" นี้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานหรอกนะว่า ได้มีการสวมใส่จริงๆในช่วงที่มีการกระบาดช่วงศตวรรษที่ 14 นักประวัติศาสตร์ทางการแพทย์เชื่อว่า เจ้าหน้ากากจะงอยแหลมนี้ ประดิษฐ์โดยนายแพทย์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Charles de Lorme (ชื่อนี้อ่านว่าอะไรนิ ไม่กล้าเขียนเป็นภาษาไทยเลย ชื่อฝรั่งเศสนี่อ่านยากนะ) ในปี 1619 โดยไม่ได้มีแค่หน้ากากเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้เสื้อโค้ทที่สวมใส่นั้น เคลือบไปด้วยแว็กซ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อป้องกันโรค โดยได้แบบมาจากชุดทหาร
เอ่า ทีนี้ก็ได้รู้จักกันไปสำหรับโรคระบาดร้ายแรงแบบสุดๆ ไปแล้วนะ
ทีนี้กลับมาเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรมกันซะหน่อย ความจริงจะเอิ้นเอ่ยเรื่องนี้แหละ ไม่ได้มาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของโรคระบาดซักเท่าไหร่
หลังจากที่ตั้งคำถามว่า ทำไมการกลับบ้านเป็นเรื่องเลวร้าย (มันจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อมีโรคระบาด และเสี่ยงที่จะไปติดผู้อื่น) ซึ่งก็อธิบายไปตอนต้นแล้ว
ทีนี้ ผู้เขียนมีความระลึกนึกถึงว่า ความดี ความเลว มันแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัยครับ เช่น เมื่อสิบปีที่แล้ว หากมีคนสักคนหนึ่ง ป่วยเป็นไข้ นั่งรถทัวร์กลับบ้าน จากกทม.ไประยอง ไอ แค่กๆๆๆ คุณว่าจะมีใครถีบเขาลงรถไหมครับ ก็คงไม่มีหรอก จริงไหม อย่างมากก็แค่รำคาญ (แต่ลองเป็นวันนี้ ทุกวันนี้ตอนนี้ ที่โควิด-19 ระบาดสิ โดนรวบตัวแน่ ฮ่าๆๆ)
เพราะโรคระบาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว มันไม่ได้รุนแรงเท่าทุกวันนี้ (4 เมษายน 2563) ที่กำลังระบาดอยู่ เราทุกคนจึงมองว่า คนเป็นหวัด ไม่ได้ไปทำให้ใครตาย และการกลับบ้านก็ไม่ได้ไปเสี่ยงให้ใครตายเช่นกัน
ผู้เขียนนึกไปถึงว่า หลักการทางศาสนาต่างๆ ที่อาจจะดูแปลกหูแปลกตา (หรือแม้แต่ล้าสมัย) เช่น สมัยโบราณบางศาสนามีการห้ามทาน "เนื้อหมู" ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ในยุคนั้นโรคระบาดอาจมาจากเนื้อหมู และมีผู้เสียชีวิต เช่น ไวรัสสเตรปโตคอกคัส ซูอิส Streptococcus suis ที่มีอยู่ในเนื้อหมูสุกรเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบๆ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรค หูดับ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้อาการแย่ อาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้
(ไม่ต้องหมิ่น ก็ติดเชื้อในกระแสเลือดได้นะจ๊ะ ใครอยากลองดูก็ทานเนื้อหมูดิบๆบ่อยๆเอา)
การห้ามคนกิน ห้ามคนอร่อยคงห้ามอยาก แค่บอกว่า อย่าแดกเนื้อหมูนะเว้ยเฮ๊ย ตายไปตกนรกนะ บร๊ะเจ้าจะลงโทษ แค่นี้ก็ทำให้คนที่เชื่อในบร๊ะเจ้า ตัวสั่นเทาเลิกกินเนื้อหมูไปได้โดยไม่ต้องใส่เหตุผลอะไรลงไปให้เขาได้ไตร่ตรอง
ถึงแม้กาลเวลาผ่านไป เนื้อหมู จะถูกเลี้ยงด้วยระบบปศุสัตว์ที่สะอาด ทันสมัย มีเทคโนโลยีและถูกสุขลักษณะมากขึ้น ก็ไม่ทำให้ความเชื่อทางศาสนา ผ่อนคลายลงไปได้
ผู้เขียนอยากฝากคำถามให้ท่านคิดนะฮะว่า หากมีศาสดาองค์ใด มาจำแลงแปลงกายในยุคปี 2020 นี้ ศาสดาเหล่านั้นจะบัญญัติให้ สาวกในศาสนา จักต้องสวมหน้ากากอนามัย เป็นศีลบัญญัติตามหลักศาสนานี้หรือไม่ และเมื่อเวลาผ่านไป การถอดหน้ากากนั้น จะผิดศีลหรือเปล่า? อันนี้ตั้งคำถามเล่นๆดูนะ
แต่ก่อนจะจากไปมีข่าวหนึ่งมาฝาก ข่าวว่า "
ผู้ป่วยโควิด-19 ยะลา เสียชีวิตเพิ่มเป็นรายที่ 11 ของไทย มัสยิดยังฝ่าฝืนละหมาด อ่านต่อได้ที่ https://www.sanook.com/news/8067502/
"
ผู้เขียนยังเชื่ออยู่ว่าทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี แต่ต้องไม่ลืมว่า เราต้องให้ความสำคัญของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ให้มีน้ำใจต่อกัน อย่าให้ตัวเราเป็นพาหะไปทำร้ายผู้อื่นหากมีความเสี่ยง
และท้ายที่สุด สิ่งมีค่าในยุคนี้ อาจไม่ใช่ทองคำเสมอไป ความดี ความเลว ก็เช่นกัน อาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัย สิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง อาจจะไม่ดีในอีกยุคหนึ่งได้
สิ่งสำคัญคือการ "ปรับตัว" แล้วพวกเราจะฝ่าฟันวิกฤต โควิด 19 นี้ไปด้วยกัน
ที่รักคะ คุณขอฉันแต่งงานด้วยหน้ากากอนามัยเหรอ ช่างเป็นของขวัญที่วิเศษเสียยิ่งกระไร
บทความโดย นีโอ

























