อ่ะนะ ตดเป็นเรื่องธรรมชาติ ทำ-มะ-ชาด ใช่ I agree with you.
ผมเห็นด้วย
แต่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ผมไปสอบข้าราชการท้องถิ่นที่จังหวัดลำพูน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งขอสงวนนาม เพราะอาจจะเสียหายได้
เรื่องก็คือ ก่อนเข้าสนามสอบผมไปรอตั้งแต่เช้าเลย การสอบจะมีสองรอบ รอบเช้ากับรอบบ่าย
รอบเช้าสอบ ภาค.ก รอบบ่ายสอบ ภาค.ข ซึ่งก็ปกติไม่มีอะไร
แต่ที่ไม่ปกติคือ หลังจากการสอบ ภาค.ก เสร็จ ผมก็มากินข้าวกับแม่ของผมที่โรงอาหาร ระหว่างนั้นก็สังเกตผู้หญิงคนนึง ทั้งที่จริงก็คนเยอะแยะแต่เราจำได้ว่า เขานั่งสอบโต๊ะถัดไปจากเรา แล้วก็นั่งกินข้าวโต๊ะถัดไปจากเรา กำลังนั่งรับประทานอาหาร ซึ่งก็คือ ส้มตำ รสชาติจัดจ้านแสบลิ้นปลิ้นกระเพาะเลยทีเดียว แต่เอาล่ะ มันไม่ใช่ธุระอะไรของผม ผมก็เข้าไปนั่งห้องสอบตามปกติ และทำการสอบ
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ มีกลิ่นตุ่ยๆโชยมาตามสายลมและแสงแดด อืม มะละกอเน่ามั้ง ผมคิดในใจ
ผ่านไปสักพักหนึ่งราวกับผ่านไปหลายนาทีผมจำไม่ได้ กลิ่นตุ่ยๆมาอีกรอบ คราวนี้มันมาแบบรุนแรงขึ้นอีกครั้งและอีกระลอก ผมมั่นใจว่า มันไม่ใช่มะละกอเน่า แต่มันคือ "ตด" อันโอชานั่นเอง
"สั..ว์เอ๊ย (เติมอักษรในช่องว่างเอาเอง) เต็มปอดเลยกรู"
ผมเริ่มมองหาต้นตอของที่มา ก็สังเกตุว่าผู้หญิงคนที่นั่งโต๊ะถัดไปจากผม ดูเธอลุกลี้ลุกรน ไม่สนใจอะไรกับกลิ่นมหาประลัยที่กำลังครุกรุ่นเคล้าคลุ้งฟรุ้งฟริ้งไปทั่วห้องแต่อย่างใด แต่เห็นเธอขยับเก้าอ้งเก้าอี้ถึงสองครั้งสามครา ขยับตัวโยกไปโยกมา ราวกับว่าเก้าอี้นั่งไม่ถนัดเหมาะเจาะแต่อย่างใด
ผมก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบต่อ ไม่ถึง 5 นาที มันมาแบบรุนแรงสุดๆ
"ส้วมแตกป่าววะ!!"
ผมนี่หันซ้ายหันขวา แต่เธอคนที่จกส้มตำตอนกลางวัน กลับนิ่งกริ๊บ!! จนกลายเป็นว่า ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม
มันซ้ำร้ายตรงที่ว่า รอบโต๊ะหกทิศผมเป็นผู้หญิงหมด และมีผมเป็นคนเดียวที่เป็นผู้ชาย และยุกยิกมากสุดในตอนนั้น
"ใครมันจะไปทนได้วะ" ผมคิดในใจ
ทุกสายตาด่าผมในใจ
จู่ๆผมก็มีพลังวิเศษขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ โดยสามารถอ่านจิตใจของคนอื่นได้
สายตาที่เริ่มเขม็งมาทางผม ผมอ่านใจเขาได้ว่า
"ไอ้นี่หน้าตาไม่ดี แล้วยังตดเหม็นอีก" ผู้หญิงที่นั่งทิศตะวันออกด่าผมในใจ แต่ผมอ่านใจเขาได้
"เหม็นอิ๊บอ๋าย ขี้แตกหรือไงวะ" ผู้หญิงทางซ้ายด่าผมในใจอีกคน
ผมไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบกลางสมรภูมิต่อไป
พอผมทำเสร็จจากห้องสอบปุ๊บ ผมรีบเดินออกไปจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดด้วยความอาย
ความซวยของผมคือ คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าผู้หญิงจะตดกันในห้องสอบ และเราดันเป็นผู้ชายคนเดียว
รอบๆนั้น
และอีกอย่าง ผมดันยุกยิกเดือดร้อนซะก่อนใคร
ฮือๆ เวลามีของเรามักหวงของกัน แต่ทำไมพอตดแล้ว กลับไม่หวงเก็บไว้ มาใจร้ายปล่อยในห้องสอบกันทำไม??!!
วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562
Understanding 12 Tenses in 10 minutes
จริงๆเป็นคนที่ไม่ค่อยโฟกัสกับเรื่องแกรมม่ามากในการเรียนภาษาอังกฤษ จะเน้นการเรียนแบบ Trail and Error มากกว่า (ลองผิดลองถูก)
แต่ยังไงซะมันคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดี ก็เรียนๆไปแล้วกันเนอะ
จริงๆตอนทำวิดิโอนี้ยังไม่ได้ฝึกเรื่อง Pronunciation
แต่ยังไงซะมันคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดี ก็เรียนๆไปแล้วกันเนอะ
จริงๆตอนทำวิดิโอนี้ยังไม่ได้ฝึกเรื่อง Pronunciation
วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562
ในโลกนี้ไม่ควรมีคนดีหรือคนเลว
ในโลกนี้ไม่ควรมีคนดีหรือคนเลวใช่หรือไม่?
ผมตั้งคำถามแบบนี้หลายคนอาจมีปัญหาว่า แล้วยังไง คนดี ก็ต้องคู่กับความดีสิ และ คนเลว ก็ต้องคู่ความเลว แบบนั้นล่ะ ถูกต้องเลย
ผมเคยนั่งขบคิดเรื่องนี้เป็นประเด็นอยู่หลายวันเลยเชียว จนนั่งถกเถียงประเด็นนี้กับเพื่อนสนิททั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งคืน!!
ก่อนจะพูดถึงว่า ใครคือคนดี ใครคือคนเลว เรามาดูก่อนว่าอะไรคือ ความดี ความเลว
ความดี หมายถึง สิ่งดี สิ่งที่ควรคิด ควรพูด ควรกระทำ
ความเลว หมายถึง สิ่งไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรพูด ไม่ควรกระทำ
จะไม่พูดถึงรายละเอียดว่า อะไรคือ ความดี หรือ ความเลว
ทีนี้ สมมติเรากำหนดความดี ความเลวขึ้นมาได้แล้ว เราเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้มานิยามคนนั้น คนนี้ว่า
คนนี้คือคนดี คนนี้คือคนเลว จากการทำความดี หรือทำความเลว ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ทำอย่างไร
คนดีคือคนที่ทำความดี
คนเลวคือคนที่ทำความเลว
แต่ปัญหาคือ ในโลกไม่มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ คุณคิดว่าคนเราที่ในโลกนี้ควรจะมีคนที่ คิดแต่ความดี พูดแต่ความดี ทำแต่ความดี 100% ทั้งชีวิตโดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเลย มีหรือ?
แล้วคนคนนั้นคือใคร จะพิสูจน์ได้อย่างไร
เถียงกันสามวันคงไม่จบ
แต่ก็จะมีคนบอกว่า ก็ใช่นั่นแหละคนดีแท้ 100% ไม่มีหรอก แต่คนที่ทำดีมากกว่าทำไม่ดี ให้เป็นคนดีไปก็แล้วกัน ส่วนคนที่ทำเลวมากกว่าทำดี ก็เป็นคนไม่ดีไปก็แล้วกัน
ทีนี้เราเอาอะไรมาชั่งตวงว่า ความดีข้อนี้ ดีกว่า ความดีข้อนี้
หรือความเลวแบบนี้ เลวกว่า ความเลวแบบนี้
สมมติผมยกตัวอย่าง นาย ไก่ ไปทำงานตรงเวลา กลับบ้านตรงเวลา มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ คุณก็จะรู้สึกเห็นด้วยว่า นาย ไก่ เป็นคนดี แต่ถ้ามารู้ว่า นาย ไก่ ชอบขับรถย้อนศร ผ่าไฟแดง ปาดซ้ายปาดขวา คุณคิดว่า นายไก่เป็นคนไม่ดี
คำถามคือ แล้วเราจะมานั่งรู้การกระทำของคนอื่นได้อย่างไร ทุกวี่ทุกวัน
การนิยามคนดี ว่าใครเป็นคนดี
หรือการนิยามคนเลว ว่าใครเป็นคนเลว
มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และเป็นการเหมารวมโดยไม่ใช่เหตุผลตรรกะใดๆในการตรึกตรองให้ดีก่อนเชื่อ
หากมีใครสักคนมาบอกคุณว่า เขาคือคนดีแท้ 100% คุณควรจะเชื่อเขาหรือไม่
หากเราสนใจแค่ว่า การกระทำของใครสักคนเป็นเรื่องดี หรือเป็นเรื่องไม่ดี และถกกันที่ประเด็นนั้น จะดีกว่าหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น
เราไมไ่ด้พูดถึงว่า นาย ไก่ เป็นคนอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี เราไม่พูดถึง
แต่ นายไก่ เป็นคนขยันทำมาหากิน = กระทำดี
นายไก่ ขับรถย้อนศรี ผ่าไฟแดง = กระทำไม่ดี
นายไก่มีความรับผิดชอบต่องาน = กระทำดี
นายไก่ชอบพูดจาหยาบคายใส่ลูกเมียเวลาโมโห = กระทำไม่ดี
หากเราแยกการกระทำเป็นข้อๆ มันจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะแก้ปัญหาอะไรสักเรื่องหนึ่งต่อตัวบุคคล หรือมุมมองต่อตัวเขา มากกว่าไปนิยามใครว่า เป็นคนดี หรือเป็นคนเลว
.....
เขียนโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
ผมตั้งคำถามแบบนี้หลายคนอาจมีปัญหาว่า แล้วยังไง คนดี ก็ต้องคู่กับความดีสิ และ คนเลว ก็ต้องคู่ความเลว แบบนั้นล่ะ ถูกต้องเลย
ผมเคยนั่งขบคิดเรื่องนี้เป็นประเด็นอยู่หลายวันเลยเชียว จนนั่งถกเถียงประเด็นนี้กับเพื่อนสนิททั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งคืน!!
ก่อนจะพูดถึงว่า ใครคือคนดี ใครคือคนเลว เรามาดูก่อนว่าอะไรคือ ความดี ความเลว
ความดี หมายถึง สิ่งดี สิ่งที่ควรคิด ควรพูด ควรกระทำ
ความเลว หมายถึง สิ่งไม่ดี สิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรพูด ไม่ควรกระทำ
จะไม่พูดถึงรายละเอียดว่า อะไรคือ ความดี หรือ ความเลว
ทีนี้ สมมติเรากำหนดความดี ความเลวขึ้นมาได้แล้ว เราเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้มานิยามคนนั้น คนนี้ว่า
คนนี้คือคนดี คนนี้คือคนเลว จากการทำความดี หรือทำความเลว ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ทำอย่างไร
คนดีคือคนที่ทำความดี
คนเลวคือคนที่ทำความเลว
แต่ปัญหาคือ ในโลกไม่มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ คุณคิดว่าคนเราที่ในโลกนี้ควรจะมีคนที่ คิดแต่ความดี พูดแต่ความดี ทำแต่ความดี 100% ทั้งชีวิตโดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเลย มีหรือ?
แล้วคนคนนั้นคือใคร จะพิสูจน์ได้อย่างไร
เถียงกันสามวันคงไม่จบ
แต่ก็จะมีคนบอกว่า ก็ใช่นั่นแหละคนดีแท้ 100% ไม่มีหรอก แต่คนที่ทำดีมากกว่าทำไม่ดี ให้เป็นคนดีไปก็แล้วกัน ส่วนคนที่ทำเลวมากกว่าทำดี ก็เป็นคนไม่ดีไปก็แล้วกัน
ทีนี้เราเอาอะไรมาชั่งตวงว่า ความดีข้อนี้ ดีกว่า ความดีข้อนี้
หรือความเลวแบบนี้ เลวกว่า ความเลวแบบนี้
สมมติผมยกตัวอย่าง นาย ไก่ ไปทำงานตรงเวลา กลับบ้านตรงเวลา มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ คุณก็จะรู้สึกเห็นด้วยว่า นาย ไก่ เป็นคนดี แต่ถ้ามารู้ว่า นาย ไก่ ชอบขับรถย้อนศร ผ่าไฟแดง ปาดซ้ายปาดขวา คุณคิดว่า นายไก่เป็นคนไม่ดี
คำถามคือ แล้วเราจะมานั่งรู้การกระทำของคนอื่นได้อย่างไร ทุกวี่ทุกวัน
การนิยามคนดี ว่าใครเป็นคนดี
หรือการนิยามคนเลว ว่าใครเป็นคนเลว
มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และเป็นการเหมารวมโดยไม่ใช่เหตุผลตรรกะใดๆในการตรึกตรองให้ดีก่อนเชื่อ
หากมีใครสักคนมาบอกคุณว่า เขาคือคนดีแท้ 100% คุณควรจะเชื่อเขาหรือไม่
หากเราสนใจแค่ว่า การกระทำของใครสักคนเป็นเรื่องดี หรือเป็นเรื่องไม่ดี และถกกันที่ประเด็นนั้น จะดีกว่าหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น
เราไมไ่ด้พูดถึงว่า นาย ไก่ เป็นคนอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี เราไม่พูดถึง
แต่ นายไก่ เป็นคนขยันทำมาหากิน = กระทำดี
นายไก่ ขับรถย้อนศรี ผ่าไฟแดง = กระทำไม่ดี
นายไก่มีความรับผิดชอบต่องาน = กระทำดี
นายไก่ชอบพูดจาหยาบคายใส่ลูกเมียเวลาโมโห = กระทำไม่ดี
หากเราแยกการกระทำเป็นข้อๆ มันจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะแก้ปัญหาอะไรสักเรื่องหนึ่งต่อตัวบุคคล หรือมุมมองต่อตัวเขา มากกว่าไปนิยามใครว่า เป็นคนดี หรือเป็นคนเลว
.....
เขียนโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
ความรัก ในทัศนะของข้าพเจ้า
ความจริงไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องส่วนตัวเองมากนัก เพราะรู้สึกเกรงใจคุณผู้อ่านที่ต้องมาเสียเวล่ำเวลาให้กับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือมีโปรไฟล์ประสบความสำเร็จในชีวิตที่ดังระดับโลก
ผมเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางที่มีทุกอย่างพร้อมมาตั้งแต่เด็ก ค่อนข้างถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ โดยเฉพาะการให้อิสระทางความคิด การคบเพื่อน การเรียน การนับถือศาสนา การคบแฟน รวมถึง การแต่งกายอย่างไรใช้ชีวิตอย่างไร
ที่พูดถึงเรื่องการแต่งกายรวมเข้ามาด้วยนี่ คิดว่าพ่อคงสบายใจพอสมควร เพราะ ตอนเล็กๆชอบเอาลิปสติกแม่มาเขียนแต่งแต้มทาปากเล่น แต่พอเข้าประถมศึกษาก็เลิกเล่นไปเอง พ่อคงคิดว่า อย่างน้อยไม่ได้ลูกสาวคงโชคดีแล้ว
ด้วยความที่ได้รับอิสระทางความคิด จึงเป็นคนที่ตรงไปตรงมาทางความคิดมาโดยตลอด ตั้งแต่การอ่านหนังสือ เล่นดนตรี แต่งเพลง เขียนบทกลอน ออกกำลังกาย และทำสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก จนมีความเคยชินกับการที่ "สร้างเป้าหมายในชีวิต" เพื่อการเติบโต
เป้าหมายคือสิ่งหนึ่งที่สำคัญในชีวิต ผมจะพูดถึงความเชื่อของผมในประเด็นทั่วๆไปว่า หากชีวิตคนเราขาดเป้าหมาย ก็เหมือนเรือที่ไร้หางเสือ ซึ่งแน่นอนว่า เป้าหมายหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม เรามีสิ่งต้องการพื้นฐานง่ายๆคล้ายๆกันคือ
"ความสำเร็จในหน้าที่การงาน" - คือสามารถประกอบสัมมาอาชีพเพื่อเลี้ยงตนและครอบครัวได้
"ความสำเร็จในการศึกษา" - คือมีความรู้เพื่อดำรงตนในสังคมได้อย่างสงบสุข
"ความสำเร็จในความรัก" - คือการมอบความรักให้ผู้อื่น และ/หรือ เป็นที่รักของผู้อื่น
ความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่กวีมักนำมาใช้พรรณาความรู้สึกให้ผู้ฟังได้เสพผ่านกลอน เสภา หนังลุง บทเพลง ยี่เก หรือลิเก ละคร บทกวี หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่น่าแปลกตรงที่ว่า ความรักมักไม่ค่อยได้ถูกสอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นเรื่องเป็นราว เป็นหนึ่งบทเรียน ทั้งๆที่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกันและเราอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้โดยปราศจากความรักต่อกันและกัน
แต่ผมก็มาคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ความจริงแล้วความรักมีอยู่หลายระดับ ในทัศนะคติของข้าพเจ้าแบ่งความรักต่อบุคคลหรือต่อสิ่งต่างๆ ออกเป็นระดับเหล่านี้
1.ชอบพอ/ความใคร่ - เป็นความรักที่เกิดขึ้นง่ายดายที่สุด กับมนุษย์ทั่วๆไปบนโลกใบนี้ เช่น วัยหนุ่มสาว ที่เห็นเพศตรงข้าม หล่อ สวย หรือมีความชอบพอ หรือมีความใคร่ปรารถนาอยากจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยเพียงระยะเวลาสั้นๆ ข้าพเจ้าจัดอันดับความรักนี้เป็นอันดับที่ต่ำสุด และพลังความรักในข้อนี้บอบบางที่สุด เพราะ เมื่อต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการเพียงพอหรือสาสมใจแล้ว พวกเขาสามารถยุติความชอบพอ หรือความใคร่นี้ได้อย่างรวดเร็ว
2.ความรักระดับคู่รักที่ยังไม่ได้สมรสกัน (แฟนกัน) - เป็นความรักที่เหนือกว่าระดับความใคร่ มีความเห็นอกเห็นใจกัน ใส่ใจซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ยังไม่เหนียวแน่นเท่าความรักระดับเพื่อนฝูง ซึ่งเลิกรากันได้ง่ายกว่าการเลิกคบเพื่อน
3.ความรักต่อหน้าที่/เพื่อนร่วมงาน/เจ้านายลูกน้อง - เป็นความรักอีกระดับหนึ่งที่คนเราจะมอบให้ต่อกันได้ ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความรักผิดชอบที่มีสูงขึ้นตามวัยวุฒิและคุณวุฒิ
4. ความรักระดับเพื่อนฝูง - เป็นสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นแฟ้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เช่น เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน บางครั้งความรักระดับนี้มาความรักระดับชอบพอ/ความใคร่ หรือความรักต่อเพื่อนร่วมงานที่พัฒนามาเป็นเพื่อนฝูงได้ ซึ่งความรักระดับนี้บางคนมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนเป็นเพื่อนกันได้ทั้งชีวิต บางคนสามารถตายทดแทนกันได้ บางคน 10-20 ปีก็เลิกคบกัน สามารถตัดขาดได้ด้วยผลประโยชน์ หรือความอิจฉาริษยาเช่นกัน จึงเป็นความรักในระดับที่แน่นแฟ้นพอประมาณ
5.ความรักระดับสายเลือดพี่น้อง - เป็นความรักที่เกิดขึ้นง่าย แต่ต้องถูกปลูกฝังในครอบครัวพอสมควร ความรักระดับสายเลือดพี่น้องความจริงแล้วก็แน่นแฟ้นมาก แต่สามารถตัดขาดได้ด้วยผลประโยชน์บางอย่างเช่นกัน เช่น ทรัพย์มรดก
6.ความรักระดับสามีภรรยา - เป็นความรักในระดับความผูกพัน เอื้ออาทร ไมตรีจิตต่อกัน มีความแน่นแฟ้น และความมั่นคงสูงมากในระดับหนึ่ง และเป็นความสัมพันธ์ที่อาจยาวนานไปจนถึงบั้นปลายชีวิตของทั้งคู่
7.ความรักระดับพ่อแม่ ลูก - เป็นความรักที่แทบจะอยู่เหนือความรักอื่นใดในข้อข้างบน เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี พลอยยินดี ห่วงหาอาทรณ์ เสียสละ เป็นระดับความรักที่ยิ่งใหญ่มากระดับหนึ่งที่เหนือกว่าความรักระดับสามีภรรยา
8.ความรักระดับเมตตา - จริงๆมีคำที่เป็นสากลอยู่คำหนึ่งคือคำว่า Merciful คือ ความรักในการปรารถนาดี ความปราณี ความเห็นอกเห็นใจ พลอยยินดีกับความสุข ความสำเร็จผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความรักแบบนี้อาจเกิดได้กับทุกสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ เช่น สงสารสัตว์ เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์โลก ความรักต่อธรรมชาติ ความรักต่อผู้ด้อยโอกาส เด็ก คนชรา ความรักในระดับนี้มักมีความคาดหวังต่อสิ่งตอบแทนน้อยมาก จึงเป็นความรักที่มีระดับความสุข ค่อนข้างสูง
9.ความรักระดับศรัทธา - เป็นความรักที่มีพลังสูงสุดที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาได้ ศรัทธาคือความเชื่อรูปแบบหนึ่งที่ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ ผ่านการแสดงออกทางความคิด คำพูด และการกระทำ ความศรัทธาเป็นความรักที่เปลี่ยนแปลงได้ยากมากที่สุด จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรศรัทธาในสิ่งที่ดี
-----
ความรักทั้ง 9 ระดับข้างต้น ไม่ได้มาจากหนังสือเล่มใด ข้าพเจ้าใช้เวลาตรึกตรองจากประสบการณ์ และความรู้สึกนึกคิดองค์ความรู้ของข้าพเจ้าเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงเสมอไป เช่น บางคนรักเพื่อน มากกว่าพี่น้องของตนเอง บางคนทอดทิ้งลูก บางคนไม่ศรัทธาในอะไรเลย หรือแม้แต่บางคนรักใคร่ชอบพอกันกระทำผิดประเวณี แต่ต้องมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาก็มี
แล้วความรักคืออะไร ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถามและขบคิดปรัชญาเหล่านี้หลายครั้ง โดยเข้าไปศึกษาใน ประเด็น ‘จิตวิทยาวิวัฒนาการ’ (evolutionary psychology) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ความรักเป็นการเอาตัวรอดของมนุษย์ในอดีต เช่น เพื่อการสืบพันธุ์ หรือใช้ในการต่อรอง หรือร้องขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์พยายามทำการทดลองโดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ
1.ระดับฮอร์โมนทำงาน เช่น ฮอร์โมนเพศชายเทอร์เทสเตอร์โรนหลั่ง หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน กับ โปรเจสเตอร์โรนของเพศหญิงทำงานเมื่อเห็นเพศตรงข้ามน่าดึงดูดหรือน่าสนใจ
2.ช่วงตกหลุมรัก สารโดปามีน (สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาเมื่อได้รับสิ่งที่สมปรารถนา) เช่น เมื่อกินอาหารที่ชอบ ของหวาน ของอร่อย หรือแม้แต่เสพสมทางกามอารมณ์ เป็นต้น สมองจะจดจำและบอกให้ร่างกายต้องสรรหาสิ่งเหล่านี้มาอีก
3.ช่วงผูกพัน สารออกซิโตซินจะหลั่งออก เมื่อคู่รักผ่านช่วงเวลาหนึ่งไป และไม่ได้ตื่นเต้นในความรักอีกต่อไปแล้ว ความผูกพันนี้จะทำให้สมองหลั่งสารออกซิโตซิน ซึ่งเป็นสารเดียวที่หลั่งตอนแม่กำลังคลอดลูก ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ช่วยให้แม่หลั่งน้ำนม จึงเรียกได้ว่าเป็นสารแห่งมวลมนุษยชาติก็ว่าได้
โลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างกันไป ด้วยความด้อยปัญญากอปรกับความอยากรู้อยากเห็น ข้าพเจ้ามักใช้เวลาเพียรอ่านหนังสือหรือสิ่งต่างๆและขบคิดสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ว่า จริงๆแล้วความรักเราสามารถมอบให้ใครก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ ความรักไม่ใช่พลังงานแต่เป็นความรู้สึก ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ และเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับระยะทางและอุณหภูมิ ในระดับของความเมตตา ความยากของการรักสิ่งต่างๆ คือ การไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน แต่หากทำได้มันถือว่าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากๆ
สำหรับผมแล้ว ผมจะพยายามรัก ผมรักพ่อแม่ ผมรักพี่น้อง ผมรักเพื่อน ผมรักหลานสาว ผมรักคนที่เข้ามาอ่าน ด้วยความรักที่ไม่ต้องพึ่งหวังสารโดปามีน สารออกซิโตซิน หรือสารใด ความรักที่ไม่จำกัดด้วยเวลาและระยะทาง ความรักที่ปรารถนาดีที่จะเห็นคนที่เรารักมีความสุข หรือแบ่งปันความทุกข์เพื่อนคลายทุกข์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มองโลกในแง่ดีซึ่งกันและกัน
หลายคนอาจมองว่า เพ้อเจ้อไร้สาระ แต่ทุกคนปฏิเสธไมไ่ด้ว่า ความรักจริงๆจำเป็นต่อตัวเรามาก เพราะแม้หากเราไม่รักตัวเองแล้ว เราจะมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างไร
ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับผม ว่าผมสมควรจะรักท่าน ท่านช่วยบอกเหตุผลดีๆมาสักสิบข้อภายใต้กระทู้นี้ให้ผมฟังหน่อยสิว่า "เหตุใดเราจึงไม่ควรรักกัน?"
สุดท้ายขอฝากรูปตู้หนังสือที่ผมเคยรักและหวงแหนมาก แต่ปัจจุบันมันได้จากไปแล้ว(ตู้ผุ เหลือแต่หนังสือ)
นอกจากความรักต่อบุคคลที่ผมมี ผมก็รักหนังสือเช่นกัน
เขียนโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
ผมเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางที่มีทุกอย่างพร้อมมาตั้งแต่เด็ก ค่อนข้างถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ โดยเฉพาะการให้อิสระทางความคิด การคบเพื่อน การเรียน การนับถือศาสนา การคบแฟน รวมถึง การแต่งกายอย่างไรใช้ชีวิตอย่างไร
ที่พูดถึงเรื่องการแต่งกายรวมเข้ามาด้วยนี่ คิดว่าพ่อคงสบายใจพอสมควร เพราะ ตอนเล็กๆชอบเอาลิปสติกแม่มาเขียนแต่งแต้มทาปากเล่น แต่พอเข้าประถมศึกษาก็เลิกเล่นไปเอง พ่อคงคิดว่า อย่างน้อยไม่ได้ลูกสาวคงโชคดีแล้ว
ด้วยความที่ได้รับอิสระทางความคิด จึงเป็นคนที่ตรงไปตรงมาทางความคิดมาโดยตลอด ตั้งแต่การอ่านหนังสือ เล่นดนตรี แต่งเพลง เขียนบทกลอน ออกกำลังกาย และทำสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก จนมีความเคยชินกับการที่ "สร้างเป้าหมายในชีวิต" เพื่อการเติบโต
เป้าหมายคือสิ่งหนึ่งที่สำคัญในชีวิต ผมจะพูดถึงความเชื่อของผมในประเด็นทั่วๆไปว่า หากชีวิตคนเราขาดเป้าหมาย ก็เหมือนเรือที่ไร้หางเสือ ซึ่งแน่นอนว่า เป้าหมายหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม เรามีสิ่งต้องการพื้นฐานง่ายๆคล้ายๆกันคือ
"ความสำเร็จในหน้าที่การงาน" - คือสามารถประกอบสัมมาอาชีพเพื่อเลี้ยงตนและครอบครัวได้
"ความสำเร็จในการศึกษา" - คือมีความรู้เพื่อดำรงตนในสังคมได้อย่างสงบสุข
"ความสำเร็จในความรัก" - คือการมอบความรักให้ผู้อื่น และ/หรือ เป็นที่รักของผู้อื่น
ความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่กวีมักนำมาใช้พรรณาความรู้สึกให้ผู้ฟังได้เสพผ่านกลอน เสภา หนังลุง บทเพลง ยี่เก หรือลิเก ละคร บทกวี หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่น่าแปลกตรงที่ว่า ความรักมักไม่ค่อยได้ถูกสอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นเรื่องเป็นราว เป็นหนึ่งบทเรียน ทั้งๆที่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกันและเราอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้โดยปราศจากความรักต่อกันและกัน
แต่ผมก็มาคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ความจริงแล้วความรักมีอยู่หลายระดับ ในทัศนะคติของข้าพเจ้าแบ่งความรักต่อบุคคลหรือต่อสิ่งต่างๆ ออกเป็นระดับเหล่านี้
1.ชอบพอ/ความใคร่ - เป็นความรักที่เกิดขึ้นง่ายดายที่สุด กับมนุษย์ทั่วๆไปบนโลกใบนี้ เช่น วัยหนุ่มสาว ที่เห็นเพศตรงข้าม หล่อ สวย หรือมีความชอบพอ หรือมีความใคร่ปรารถนาอยากจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยเพียงระยะเวลาสั้นๆ ข้าพเจ้าจัดอันดับความรักนี้เป็นอันดับที่ต่ำสุด และพลังความรักในข้อนี้บอบบางที่สุด เพราะ เมื่อต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการเพียงพอหรือสาสมใจแล้ว พวกเขาสามารถยุติความชอบพอ หรือความใคร่นี้ได้อย่างรวดเร็ว
2.ความรักระดับคู่รักที่ยังไม่ได้สมรสกัน (แฟนกัน) - เป็นความรักที่เหนือกว่าระดับความใคร่ มีความเห็นอกเห็นใจกัน ใส่ใจซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ยังไม่เหนียวแน่นเท่าความรักระดับเพื่อนฝูง ซึ่งเลิกรากันได้ง่ายกว่าการเลิกคบเพื่อน
3.ความรักต่อหน้าที่/เพื่อนร่วมงาน/เจ้านายลูกน้อง - เป็นความรักอีกระดับหนึ่งที่คนเราจะมอบให้ต่อกันได้ ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความรักผิดชอบที่มีสูงขึ้นตามวัยวุฒิและคุณวุฒิ
4. ความรักระดับเพื่อนฝูง - เป็นสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นแฟ้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เช่น เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน บางครั้งความรักระดับนี้มาความรักระดับชอบพอ/ความใคร่ หรือความรักต่อเพื่อนร่วมงานที่พัฒนามาเป็นเพื่อนฝูงได้ ซึ่งความรักระดับนี้บางคนมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนเป็นเพื่อนกันได้ทั้งชีวิต บางคนสามารถตายทดแทนกันได้ บางคน 10-20 ปีก็เลิกคบกัน สามารถตัดขาดได้ด้วยผลประโยชน์ หรือความอิจฉาริษยาเช่นกัน จึงเป็นความรักในระดับที่แน่นแฟ้นพอประมาณ
5.ความรักระดับสายเลือดพี่น้อง - เป็นความรักที่เกิดขึ้นง่าย แต่ต้องถูกปลูกฝังในครอบครัวพอสมควร ความรักระดับสายเลือดพี่น้องความจริงแล้วก็แน่นแฟ้นมาก แต่สามารถตัดขาดได้ด้วยผลประโยชน์บางอย่างเช่นกัน เช่น ทรัพย์มรดก
6.ความรักระดับสามีภรรยา - เป็นความรักในระดับความผูกพัน เอื้ออาทร ไมตรีจิตต่อกัน มีความแน่นแฟ้น และความมั่นคงสูงมากในระดับหนึ่ง และเป็นความสัมพันธ์ที่อาจยาวนานไปจนถึงบั้นปลายชีวิตของทั้งคู่
7.ความรักระดับพ่อแม่ ลูก - เป็นความรักที่แทบจะอยู่เหนือความรักอื่นใดในข้อข้างบน เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี พลอยยินดี ห่วงหาอาทรณ์ เสียสละ เป็นระดับความรักที่ยิ่งใหญ่มากระดับหนึ่งที่เหนือกว่าความรักระดับสามีภรรยา
8.ความรักระดับเมตตา - จริงๆมีคำที่เป็นสากลอยู่คำหนึ่งคือคำว่า Merciful คือ ความรักในการปรารถนาดี ความปราณี ความเห็นอกเห็นใจ พลอยยินดีกับความสุข ความสำเร็จผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความรักแบบนี้อาจเกิดได้กับทุกสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ เช่น สงสารสัตว์ เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์โลก ความรักต่อธรรมชาติ ความรักต่อผู้ด้อยโอกาส เด็ก คนชรา ความรักในระดับนี้มักมีความคาดหวังต่อสิ่งตอบแทนน้อยมาก จึงเป็นความรักที่มีระดับความสุข ค่อนข้างสูง
9.ความรักระดับศรัทธา - เป็นความรักที่มีพลังสูงสุดที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาได้ ศรัทธาคือความเชื่อรูปแบบหนึ่งที่ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ ผ่านการแสดงออกทางความคิด คำพูด และการกระทำ ความศรัทธาเป็นความรักที่เปลี่ยนแปลงได้ยากมากที่สุด จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรศรัทธาในสิ่งที่ดี
-----
ความรักทั้ง 9 ระดับข้างต้น ไม่ได้มาจากหนังสือเล่มใด ข้าพเจ้าใช้เวลาตรึกตรองจากประสบการณ์ และความรู้สึกนึกคิดองค์ความรู้ของข้าพเจ้าเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงเสมอไป เช่น บางคนรักเพื่อน มากกว่าพี่น้องของตนเอง บางคนทอดทิ้งลูก บางคนไม่ศรัทธาในอะไรเลย หรือแม้แต่บางคนรักใคร่ชอบพอกันกระทำผิดประเวณี แต่ต้องมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาก็มี
แล้วความรักคืออะไร ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถามและขบคิดปรัชญาเหล่านี้หลายครั้ง โดยเข้าไปศึกษาใน ประเด็น ‘จิตวิทยาวิวัฒนาการ’ (evolutionary psychology) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ความรักเป็นการเอาตัวรอดของมนุษย์ในอดีต เช่น เพื่อการสืบพันธุ์ หรือใช้ในการต่อรอง หรือร้องขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์พยายามทำการทดลองโดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ
1.ระดับฮอร์โมนทำงาน เช่น ฮอร์โมนเพศชายเทอร์เทสเตอร์โรนหลั่ง หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน กับ โปรเจสเตอร์โรนของเพศหญิงทำงานเมื่อเห็นเพศตรงข้ามน่าดึงดูดหรือน่าสนใจ
2.ช่วงตกหลุมรัก สารโดปามีน (สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาเมื่อได้รับสิ่งที่สมปรารถนา) เช่น เมื่อกินอาหารที่ชอบ ของหวาน ของอร่อย หรือแม้แต่เสพสมทางกามอารมณ์ เป็นต้น สมองจะจดจำและบอกให้ร่างกายต้องสรรหาสิ่งเหล่านี้มาอีก
3.ช่วงผูกพัน สารออกซิโตซินจะหลั่งออก เมื่อคู่รักผ่านช่วงเวลาหนึ่งไป และไม่ได้ตื่นเต้นในความรักอีกต่อไปแล้ว ความผูกพันนี้จะทำให้สมองหลั่งสารออกซิโตซิน ซึ่งเป็นสารเดียวที่หลั่งตอนแม่กำลังคลอดลูก ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ช่วยให้แม่หลั่งน้ำนม จึงเรียกได้ว่าเป็นสารแห่งมวลมนุษยชาติก็ว่าได้
โลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างกันไป ด้วยความด้อยปัญญากอปรกับความอยากรู้อยากเห็น ข้าพเจ้ามักใช้เวลาเพียรอ่านหนังสือหรือสิ่งต่างๆและขบคิดสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ว่า จริงๆแล้วความรักเราสามารถมอบให้ใครก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ ความรักไม่ใช่พลังงานแต่เป็นความรู้สึก ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ และเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับระยะทางและอุณหภูมิ ในระดับของความเมตตา ความยากของการรักสิ่งต่างๆ คือ การไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน แต่หากทำได้มันถือว่าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากๆ
สำหรับผมแล้ว ผมจะพยายามรัก ผมรักพ่อแม่ ผมรักพี่น้อง ผมรักเพื่อน ผมรักหลานสาว ผมรักคนที่เข้ามาอ่าน ด้วยความรักที่ไม่ต้องพึ่งหวังสารโดปามีน สารออกซิโตซิน หรือสารใด ความรักที่ไม่จำกัดด้วยเวลาและระยะทาง ความรักที่ปรารถนาดีที่จะเห็นคนที่เรารักมีความสุข หรือแบ่งปันความทุกข์เพื่อนคลายทุกข์ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มองโลกในแง่ดีซึ่งกันและกัน
หลายคนอาจมองว่า เพ้อเจ้อไร้สาระ แต่ทุกคนปฏิเสธไมไ่ด้ว่า ความรักจริงๆจำเป็นต่อตัวเรามาก เพราะแม้หากเราไม่รักตัวเองแล้ว เราจะมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างไร
ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับผม ว่าผมสมควรจะรักท่าน ท่านช่วยบอกเหตุผลดีๆมาสักสิบข้อภายใต้กระทู้นี้ให้ผมฟังหน่อยสิว่า "เหตุใดเราจึงไม่ควรรักกัน?"
สุดท้ายขอฝากรูปตู้หนังสือที่ผมเคยรักและหวงแหนมาก แต่ปัจจุบันมันได้จากไปแล้ว(ตู้ผุ เหลือแต่หนังสือ)
นอกจากความรักต่อบุคคลที่ผมมี ผมก็รักหนังสือเช่นกัน
เขียนโดย กาปูด
แรงบันดาลใจโดย กาโบะ
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562
หน้าต่างโรงพยาบาล
ผมแปลวิดิโอนี้ไว้นานหลายปีแล้ว แต่มีโอกาสกลับมาดูผลงานตนเองอีกครั้ง และอยากเผยแพร่
วิดิโอนี้เกี่ยวกับคนสองคนในโรงพยาบาล ที่เจ็บป่วยอย่างหนัก แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุข
การโกหกนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่การโกหกเพื่อให้คนมีความสุข (White lie) บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ถูกใช้บ้าง
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
เชิญทัศนาได้ที่นี่เทอญ
แปลไทยโดย กาปูด
แรงบันดาลใจจาก กาโบะ
วิดิโอนี้เกี่ยวกับคนสองคนในโรงพยาบาล ที่เจ็บป่วยอย่างหนัก แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุข
การโกหกนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่การโกหกเพื่อให้คนมีความสุข (White lie) บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ถูกใช้บ้าง
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
เชิญทัศนาได้ที่นี่เทอญ
แปลไทยโดย กาปูด
แรงบันดาลใจจาก กาโบะ
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562
จูหยวนจาง ผู้ฆ่าไก่
จูหยวนจาง หรือ จักรพรรดิหงอู่ เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง เกิดในครอบครัวยากจน อนาถา ในวัยเด็กนั้นมีโรคระบาดเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ทำให้พ่อแม่พี่น้องเสียชีวิตตายหมด เพื่อนบ้านจึงแบ่งที่ให้ฝังศพ
จูหยวนจางจึงต้องระเหเร่รอนไปบวชเป็นเณร ที่วัดหวางเจวี๋ยวซื่อ แต่ภัยแล้งติดต่อกันหลายปี ทำให้เณรหลายรูปต้องออกธุดงค์ และออกบวชเพียง 4 ปีก็ร่วมกับกบฏโพกผ้าแดง ขับไล่จักรวรรดิมองโกล (ขณะนั้นชาวมองโกลปกครองจีนอยู่) ขับไล่ราชวงศ์หยวน (ราชวงศ์หยวนคือราชวงศ์ของกุบไลข่าน ซึ่งกุบไลข่านก็คือหลานของ เจงกิสข่าว หรือเตมูจินนั่นเอง)
จูหยวนจางเป็นคนมีความสามารถและไต่เต้าจากแม่ทัพนายกอง จนขึ้นได้เป็นใหญ่เป็นโต ครั้นเมื่อถึงเวลา จูหยวนจางยกทัพบุกถึงนครต้าตูเมืองหลวงของราชวงศ์หยวน และได้สถาปนาตนเป็นกษัตริย์
เล่ามาถึงคร่าวๆตอนนี้ก็พอจะรู้ว่า จูหยวนจางนั้น เป็นกษัตริย์ที่มาจากสามัญชน ซึ่งในประเทศจีนมีไม่กี่พระองค์ เช่น พระเจ้าเล่าปัง เป็นต้น
จูหยวนจางขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่โหดมากพระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นยุคที่มีการจับขุนนางฝ่ายตนมาฆ่าหลังจากขึ้นครองราชย์อยู่หลายคนมาก บางทฤษฎีบอกว่า เนื่องจากจูหยวนจางเป็นนักรบ และความสำเร็จของการครองบัลลังก์คือการไล่มองโกลออกไปจากแผ่นดินจีน ทำให้คนรอบกายส่วนใหญ่เป็นนักรบเก่งๆ จูหยวนจางจึงระแวงและคิดว่าไม่ปลอดภัยหากจะเก็บคนเหล่านี้ไว้ ถ้าก่อกบฏขึ้นมาตนเองอาจจะเดือนร้อน
บางทฤษฎีกล่าวว่าจูหยวนจางไมไ่ด้เป็นนักปกครอง ไม่มีการศึกษาสูง อาจทำอะไรตามใจอำเภอมากกว่าใช้เหตุใช้ผล
บางทฤษฎีกล่าวว่า จูหยวนจาง เกลียดขุนนางเข้าไส้มาตั้งแต่ตัวเองสมัยวัยเยาว์ แต่ท้ายที่สุดแล้วทฤษฎีไหนก็ลองพิเคราะห์กันดูเอาเองเทอญ
ทีนี้หัวข้อมาเกี่ยวกับ จูหยวนจางผู้ฆ่าไก่ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้ดีอยู่แล้วว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอาหารอันโอชาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "เป็ดปักกิ่ง" แต่ก่อนที่เป็ดปักกิ่งจะมาได้รับความนิยมนั้น มีที่มาจาก ไก่เป็นสัตว์เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารของมนุษย์ทั่วโลกอย่างได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ทำไม เป็ด จึงได้รับความนิยมในจีนมากกว่าไก่
ที่มาคือ จูหยวนยาง เป็นคนที่รำคาญเสียงไก่ขันมาก ถ้าสุภาษิตไทยบอกว่า ปลาหมอตายเพราะปาก สุภาษิตจีนก็คงเป็นว่า ไก่ตายเพราะขันนั่นเอง เนื่องจากที่พระองค์ได้ทรงกริ้วกับเสียงไก่ขัน พูดง่ายๆก็คือ รำคาญเสียงไก่ขันนั่นแหละ ไม่รู้พระองค์แอบตื่นสายหรือเปล่า อันนี้เดาเอานะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง พระองค์จึงได้สั่งให้ขุนนางฆ่าไก่ในบริเวณรอบๆพระราชวังและรอบเมืองเกือบหมดสิ้น จนกว่าจะไม่ได้ยินเสียงไก่ขัน ขุนนางจึงต้องรีบคว้ามีดออกไปปาดคอไก่ให้หายเกลี้ยง เพราะถ้าไม่ปาดคอไก่โดยพลัน คอของตนเองจิถูกปาดแทน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไก่ขาดแคลน และชาวบ้านไม่สามารถนำไก่มาประกอบอาหารได้ จึงเป็นที่มาที่ชาวจีนระแวกนั้นใช้เป็ดเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหาร เป็ดปักกิ่งจึงเริ่มมีชื่อเสียงเขจียรขจรเกรียงไกลไปนับแต่บัดนี้นั่นเอง ก้าบ ก้าบ ก้าบ
ขอเอารูปเป็ดปักกิ่งมายั่วแล้วกันนะ อิอิ
เรียบเรียงโดย ปูด บางปืน
แรงบัลดาลใจจาก กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง
http://www.chinadaily.com.cn/regional/2016-08/31/content_26754493.htm
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88
เรียบเรียงโดย ปูด บางปืน
แรงบัลดาลใจจาก กาโบะ
แหล่งที่มาอ้างอิง
http://www.chinadaily.com.cn/regional/2016-08/31/content_26754493.htm
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88
การกลับมาเขียนบล็อคใหม่ครั้งนี้ จะเป็นเรื่องความรู้รอบตัว
ว่าจะเขียนบทความเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เรื่องทั่วๆไป
ข่าว BBC แปลที่น่าสนใจ หรือประเด็นต่างๆเกี่ยวกับทัศนคติต่อสังคม และโลก
ได้รับแรงบันดาลใจจาก "กาโบะ" รอติดตามอ่านได้เลย
ข่าว BBC แปลที่น่าสนใจ หรือประเด็นต่างๆเกี่ยวกับทัศนคติต่อสังคม และโลก
ได้รับแรงบันดาลใจจาก "กาโบะ" รอติดตามอ่านได้เลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


